ดาวเคราะห์ ในระบบสุริยะ

ดาวเคราะห์ (ในภาษากรีก ใช้คำว่า planetes หรือ “ผู้พเนจร”) คือ วัตถุขนาดใหญ่ที่โคจรรอบดาวฤกษ์ ก่อนทศวรรษ 1990 มีดาวเคราะห์ที่เรารู้จักเพียง 9 ดวง  (ปัจจุบัน 8 ดวง) ทั้งหมดอยู่ในระบบสุริยะ ปัจจุบันเรารู้จักดาวเคราะห์ใหม่อีกมากกว่า 100 ดวง ซึ่งเป็นดาวเคราะห์นอกระบบ หมายถึง โคจรรอบดาวฤกษ์ดวงอื่นที่ไม่ใช่ดวงอาทิตย์ 
    
 ดาวเคราะห์นั้นไม่มีแสงสว่างในตัวเอง ที่เราสามารถมองเห็นได้เนื่องจากพื้นผิวสะท้อนแสงจากดวงอาทิตย์ เมื่อมองด้วยตาเปล่าจะเห็นเป็นแสงสว่างนวลนิ่ง เคลื่อนที่และไม่อยู่ตำแหน่งเดิม

ส่วนดาวฤกษ์จะส่องแสงกะพริบระยิบระยับไม่เคลื่อนที่และเกาะกลุ่มอยู่ในตำแหน่งเดิม  ดาวเคราะห์ส่วนใหญ่ที่อยู่ในระบบสุริยะมีดาวบริวารโคจรรอบ ยกเว้นดาวพุธและดาวศุกร์ และเราสามารถพบระบบ        วงแหวนได้ในดาวเคราะห์ขนาดใหญ่อย่างเช่นดาวพฤหัสบดี ดาวเสาร์ ดาวยูเรนัส และดาวเนปจูน แต่มีเพียงดาวเสาร์เท่านั้นที่เราสามารถมองเห็นวงแหวนได้ชัดเจนโดยใช้กล้องโทรทรรศน์

 นิยามของดาวเคราะห์
เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2549 ที่ประชุมสหพันธ์ดาราศาสตร์สากล ที่กรุงปราก สาธารณรัฐเช็ก ซึ่งประกอบด้วยนักดาราศาสตร์กว่า 2,500 คนจาก 75 ประเทศทั่วโลก ได้มีมติร่วมกันในการกำหนดนิยามใหม่ของดาวเคราะห์ ดังนี้ 
     – ไม่ใช่ดาวฤกษ์ 
     – ไม่ใช่ดวงจันทร์บริวาร 
     – มีแรงดึงดูดมากพอ ที่จะทำให้โครงสร้างของดาวเป็นทรงกลม 
     – เป็นดาวที่โคจรรอบดาวฤกษ์ ซึ่งในที่นี้หมายถึงดวงอาทิตย์ 
     – มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางอย่างน้อย 500 ไมล์ (804.63 กิโลเมตร) 
     นิยามใหม่ของดาวเคราะห์นี้ส่งผลให้ ดาวพลูโต ถูกปลดออกจากการเป็นดาวเคราะห์ในระบบสุริยะ คงเหลือดาวเคราะห์เพียง 8 ดวง เนื่องจากดาวพลูโตไม่สามารถควบคุมแรงดึงดูดและวงโคจรของสิ่งต่างๆ ที่อยู่นอกระบบสุริยะ และให้ถือว่าดาวพลูโตเป็น ดาวเคราะห์แคระ ซึ่งมีลักษณะคล้ายกับวัตถุขนาดเล็กในระบบสุริยะ
     รายชื่อดาวเคราะห์ในระบบสุริยะ
(เรียงตามระยะห่างจากดวงอาทิตย์)
     > ดาวพุธ   > ดาวศุกร์ > โลก  > ดาวอังคาร > ดาวพฤหัสบดี
     > ดาวเสาร์ > ดาวยูเรนัส > ดาวเนปจูน

      นักดาราศาสตร์ได้แบ่งดาวเคราะห์ โดยใช้แถบดาวเคราะห์น้อย (Asteroid Belt) เป็นเส้นแบ่งออกเป็น 2 ประเภท ดังนี้
1.
ดาวเคราะห์ชั้นใน (Inner or Terrestrial Planets): จะเป็นกลุ่มดาวเคราะห์ ที่อยู่ใกล้ดวงอาทิตย์มากกว่าอีกกลุ่ม เป็นดาวเคราะห์ที่เย็นตัวแล้วมากกว่า ทำให้มีผิวนอกเป็นของแข็ง เหมือนผิวโลกของเรา จึงเรียกว่า Terrestrial Planets (หมายถึง “บนพื้นโลก”) ได้แก่ ดาวพุธ (Mercury), ดาวศุกร์(Venus), โลก (Earth) และดาวอังคาร (Mars) ซึ่งมีขนาดเล็ก มีความหนาแน่นสูง มีองค์ประกอบเป็นหินและโลหะ  

2. ดาวเคราะห์ชั้นนอก (Outer or Jovian Planets): จะเป็นกลุ่มดาวเคราะห์ ที่อยู่ไกลดวงอาทิตย์มากกว่าอีกกลุ่ม เป็นดาวเคราะห์ที่เพิ่งเย็นตัว ทำให้มีผิวนอก ปกคลุมด้วยก๊าซ เป็นส่วนใหญ่ เหมือนพื้นผิวของดาวพฤหัส ทำให้มีชื่อเรียกว่า Jovian Planets (Jovian มาจากคำว่า Jupiter-like หมายถึง คล้ายดาวพฤหัส) ได้แก่ ดาวพฤหัส (Jupiter), ดาวเสาร์ (Saturn), ดาวยูเรนัส (Uranus), ดาวเนปจูน(Neptune)
    
ดาวเคราะห์ที่มองเห็นได้ด้วยตาเปล่ามี 5 ดวง  ได้แก่   ดาวพุธ  ดาวศุกร์  ดาวอังคาร ดาวพฤหัสบดี  ดาวเสาร์

      1.  การแบ่งดาวเคราะห์โดยใช้โครงสร้างภายในเป็นเกณฑ์

- ดาวเคราะห์แข็ง คือ ดาวเคราะห์ที่มีผิวเป็นพื้นแข็ง                                                                                                   – ดาวเคราะห์แก๊ส คือ ดาวเคราะห์ที่ประกอบด้วยแก๊สเกือบทั้งดวง

2. แบ่งตามวงทางโคจรดังนี้ คือ
-
ดาวเคราะห์วงใน (Interior planets) หมายถึงดาวเคราะห์ที่อยู่ใกล้ดวงอาทิตย์มากกว่าโลก ได้แก่ดาวพุธ และดาวศุกร์
-
ดาวเคราะห์วงนอก (Superior planets) หมายถึง ดาวเคราะห์ที่อยู่ถัดจากโลกออกไป ได้แก่ ดาวอังคาร ดาวพฤหัสบดี ดาวเสาร์ ดาวยูเรนัส ดาวเนปจูน และดาวพลูโต

3. แบ่งตามลักษณะพื้นผิว ดังนี้
-
ดาวเคราะห์ก้อนหิน ได้แก่ ดาวพุธ ดาวศุกร์ โลก และดาวอังคาร ทั้ง 4 ดวงนี้มีพื้นผิวแข็งเป็นหิน มีชั้นบรรยากาศบางๆ ห่อหุ้ม ยกเว้นดาวพุธที่อยู่ใกล้ดวงอาทิตย์ที่สุดไม่มีบรรยากาศ
-
ดาวเคราะห์ก๊าซ ได้แก่ ดาวพฤหัสบดี ดาวเสาร์ ดาวยูเรนัส และดาวเนปจูน จะเป็นก๊าซทั่วทั้งดวง อาจมีแกนหินขนาดเล็ก อยู่ภายใน พื้นผิวจึงเป็นบรรยากาศที่ปกคลุมด้วยก๊าซมีเทน แอมโมเนีย ไฮโดรเจน และฮีเลียม
(
สำหรับดาวพลูโตนั้นยังสรุปไม่ได้ว่าเป็นพวกใด เนื่องจากยังอยู่ห่างไกลจากโลกมาก)

นอกจากที่เราทราบว่า ดาวเคราะห์จะหมุนรอบตัวเอง โคจรไปรอบๆดวงอาทิตย์แล้ว แกนของแต่ละดาวเคราะห์ ยังเอียง (จากแนวตั้งฉากของการเคลื่อนที่) ไม่เท่ากันอีกด้วย นอกจากนี้ เมื่อเทียบทิศทางของ การหมุนรอบตัวเอง กับการหมุนรอบดวงอาทิตย์ ของแต่ละดาวเคราะห์ พบว่า ดาวศุกร์ (Venus), ดาวยูเรนัส (Uranus), และดาวพลูโต (Pluto) จะหมุนรอบตัวเอง แตกต่างไปจากดาวเคราะห์ดวงอื่นๆ ในระบบสุริยะจักรวาลของเรา

ตารางแสดงข้อมูลต่างๆของดาวเคราะห์ในระบบสุริยะ

ดาวเคราะห์

ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง

(Km)

ระยะทางเฉลี่ยจากดวงอาทิตย์(Km)

เวลาโคจรรอบดวงอาทิตย์(เวลาโลก)

ระยะเวลาหมุนรอบตัวเอง

(เวลาโลก)

จำนวนดวงจันทร์บริวารที่พบ(ดวง)

พุธ

4,880

58,000,000

88 วัน

59 วัน

-

ศุกร์

12,100

108,000,000

225 วัน

243 วัน

-

โลก

12,756

150,000,000

365.3 วัน

23ชม.56นาที

1

อังคาร

6,786

228,000,000

687 วัน

24ชม.37นาที

2

พฤหัสบดี

142,984

778,000,000

11.9ปี

9ชม.50นาที

63

เสาร์

120,536

1,427,000,000

29.5 ปี

10ชม.14นาที

35

ยูเรนัส

51,118

2,871,000,000

84 ปี

17ชม.54นาที

27

เนปจูน

49,528

4,500,000,000

165 ปี

19ชม.12นาที

11

กิจกรรมที่ 1.3

1. เมื่อเราสังเกตดวงดาวต่างๆในท้องฟ้าด้วยตาเปล่าเราจะรู้ได้อย่างไรว่าดาวดวงใดเป็นดาวเคราะห์หรือดาวฤกษ์__        ดาวเคราะห์ เคลื่อนที่ มีแสงสว่างนวลนิ่ง

ดาวฤกษ์ไม่เคลื่อนที่ มีแสงระยิบระยับ

2. ดาวเคราะห์ชั้นในและดาวเคราะห์ชั้นนอกมีลักษณะแตกต่างกันดังนี้ ชั้นในดวงเล็ก มีลักษณะเป็นหินและโลหะ

ชั้นนอกขนาดใหญ่มีลักษณะเป็นแก๊ส

3. ดาวเคราะห์ที่มีขนาดเล็กที่สุด คือ_พุธ_ส่วนดาวเคราะห์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุด คือ__พฤหัสบดี_

  1. 4.           ดาวเคราะห์ที่มีขนาดใกล้เคียงโลกมากที่สุด คือ_ดาวศุกร์_
  2. 5.           ดาวเคราะห์ที่มีดวงจันทร์เป็นบริวารมากที่สุด คือ_พฤหัสบดี_
  3. 6.           ดาวเคราะห์ที่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่าจากโลก ได้แก่ _พุธ ศุกร์ อังคาร  พฤหัสบดี  เสาร์__
  4. 7.           ดาวเคราะห์ที่ใช้เวลาหมุนรอบตัวเองน้อยที่สุด คือ _พฤหัสบดี_ ส่วนดาวเคราะห์ที่ใช้เวลาโคจรรอบตัวเองมากที่สุดคือ__ศุกร์_
  5. 8.           ดาวเคราะห์ที่ใช้เวลาโคจรอบดวงอาทิตย์น้อยที่สุด คือ__พุธ__ส่วนดาวเคราะห์ที่ใช้เวลาโคจรรอบดวงอาทิตย์มากที่สุด คือ__เนปจูน_
  6. 9.           นักเรียนคิดว่าระยะเวลาในการโคจรรอบดวงอาทิตย์มีความสัมพันธ์กับระยะห่างจากดวงอาทิตย์หรือไม่ อย่างไร_ระยะทางใกล้ดวงอาทิตย์โครจรรอบน้อย ยิ่งไกลใช้เวลาเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ_
  7. 10.  ในเวลากลางวัน เราไม่สามารถเห็นดาวต่างๆได้เพราะ__ดวงอาทิตย์มีแสงสว่างมากกว่าดวงดาว

 

2.1 ดาวเคราะห์ชั้นใน (Inner Planets)

1. ดาวพุธ (Merecury)

    อยู่ใกล้ดวงอาทิตย์มากที่สุด จึงใช้เวลาในการโคจรรอบดวงอาทิตย์สั้นที่สุด การโคจรรอบดวงอาทิตย์ของดาวพุธจะหันเข้าหาดวงอาทิตย์เพียงด้านเดียวส่วนอีกด้านหนึ่งไม่ได้รับแสงสว่างเลย จึงได้ ฉายาว่า เป็น เตาไฟแช่แข็ง เพราะด้านที่ได้รับแสงสว่างจะร้อนจัด ถึง 467 องศาเซลเซียส และด้านที่ไม้ได้รับแสง จะเย็นจัด ถึง -183 องศาเซลเซียส ดาวพุธหมุนรอบตัวเองช้าใช้เวลา 59 วัน ดาวพุธไม่มีบรรยากาศที่จะดูดกลืนความร้อนเหมือนโลก

2.ดาวศุกร์ (Venus)

เป็นดาวเคราะห์ที่อยู่ใกล้โลกมากที่สุด มีขนาดเล็กกว่าโลกเล็กน้อย จึงได้ชื่อว่าเป็นดาวฝาแฝดโลก บรรยากาศที่หนาทึบของดาวศุกร์จะสะท้อนแสงอาทิตย์ส่วนใหญ่กลับสู่อวกาศ ทำให้มีความสว่างมาก ถ้าเห็นดาวศุกร์ทางทิศตะวันตกในเวลาหัวค่ำ เรียกว่า ดาวประจำเมือง  ถ้าเห็นดาวศุกร์ทางทิศตะวันออกในเวลาเช้ามืด เรียกว่า ดาวประกายพรึก ชั้นบรรยากาศส่วนใหญ่ของดาวศุกร์เป็นแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์(96%) รองลงไปคือไนโตรเจน(3.5%)  ไอน้ำ ซัลเฟอร์ไดออกไซด์ อาร์กอน คาร์บอนมอนนอกไซด์ นีออน ปริมาณลดหลั่นลงไปตามลำดับ อุณหภูมิของดาวศุกร์ สูงถึง 480 องศาเซลเซียส เนื่องจากแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ จะดูดกลืนความร้อนไว้ นอกจากนี้ไอน้ำและซัลเฟอร์ไดออกไซด์จะรวมตัวกันเป็นไอของกรดซัลฟิวริก ดาวศุกร์ จะโคจรรอบตัวเองในทิศตรงกันข้ามกันดาวเคราะห์อื่นๆ โดยดวงศุกร์หมุนตามเข็ม

3. โลก (The Earth)

โลกมีอายุประมาณ 5,000 ล้านปี  โลกแบ่งเป็น 3 ส่วน คือ

เปลือกโลก  แมนเทิล และแก่นโลก  อุณหภูมิ 33 องศาเซลเซียส

        โลกมีการเคลื่อนที่ 2  แบบ หมุนรอบตัวเอง ทำให้เกิดกลางวัน กลางคืน  หมุนรอบดวงอาทิตย์ เกิดฤดูกาล

4.ดาวอังคาร (Mars)

มีอุณหภูมิ -23 องศาเซลเซียส ดาวอังคารมีน้ำหนักน้อยกว่าโลก คือ โลกหนัก 50 Kg ชั่งที่ดาวอังคารหนัก 18.8Kg

     บรรยากาศที่ดาวอังคาร ประกอบด้วยแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ 95% ไนโตรเจน 2.7% อาร์กอน 1.6%ที่เหลือเป็นออกซิเจน คาร์บอนมอนอกไซด์ ไอน้ำ นีออน คลิปตอน เซนอน และโอโซน  พื้นดาวอังคารเต็มไปด้วยฝุ่นและก้อนหินส่วนใหญ่เป็นเหล็ก จึงทำให้ดาวอังคารเป็นสีเหมือนสนิมเหล็ก (สีแดง) ดวงจันทร์บริวาร ชื่อ 1. โฟบอส  2. ดีมอส

 

ดาวเคราะห์ชั้นนอก (Outer Planets)

  1. 1.                       ดาวพฤหัสบดี (Jupiter)

ดาวพฤหัสบดี มีขนาดใหญ่ที่สุด จึงมีแรงดึงดูดมาก ถ้าน้ำหนักบนโลก 50 kg บนดาวพฤหัสบดีหนัก 132 kg ดาวพฤหัสบดีเต็มไปด้วย พายุหมุนมากมาย บรรยากาศประกอบด้วย ไฮโดรเจนและฮีเลียมเป็นส่วนใหญ่ และมีเทน แอมโมเนีย แอมโมเนียมไฮโดรซัลไฟต์ น้ำ  ทำให้ดาวเป็นสีแดงเรื่อๆ  อุณหภูมิต่ำมาก -130 องศาเซลเซียส มีสนามแม่เหล็กเข้มมากกว่าโลก 19,000 เท่า  วงแหวนของดาวพฤหัส ประกอบด้วยฝุ่นผงและแก๊ส ดวงจันทร์ 1. แกนีมีด  2. คัลลิสโต 3. ไอโอ

 4. ยูโรปา

  1. 2.                 ดาวเสาร์ (Saturn)  มีขนาดใหญ่กว่าโลก 9 เท่า ส่องด้วยกล้องโทรทัศน์จะมองเห็นวงแหวนที่สวยงามมาก ซึ่งวงแหวนมี 7 ชั้นซ้อนกัน ประกอบด้วยหินและก้อนน้ำแข็งสกปรก องค์ประกอบเป็น ไฮโดรเจนเหลว ลึกลงไปเป็นไฮโดรเจนในรูปโลหะเหลว และฮีเลียม  ทำให้ ดาวเสาร์มีความหนาแน่นต่ำที่สุด เฉลี่ย 0.7 กรัม/ลูกบาศก์ เซนติเมตร ฉะนั้นถ้าเอาดาวเสาร์ลอยน้ำจะไม่จมน้ำ
  2. 3.                 ดาวยูเรนัส (Uranus) องค์ประกอบเป็น ไฮโดรเจน ฮีเลียม และธาตุอื่นๆ ทำให้มองเห็นเป็นสีเขียวออกน้ำเงิน ดาวยูเรนัสหมุนรอบตัวเองในลักษณะตะแคงข้าง ทำให้ฤดูกาลยาวนานมาก โดยซีกหนึ่งจะอยู่ในฤดูหนาว 42 ปี และซีกหนึ่งอยู่ในฤดูร้อน นาน 42 ปี บางที่ดวงอาทิตย์จะไม่ตกเลย ดวงจันทร์ที่เป็นบริวาร เช่น ไททาเนียม  โอบีรอน  อัมเบรียล แอเรียล และ มิแรนดา
  3. 4.                 ดาวเนปจูน (Nuptune) มีอุณหภูมิ -200 องศา  บรรยากาศประกอบด้วย ไฮโดรเจน ฮีเลียม และมีเทน มีกระแสลมพัดผ่านด้วยความเร็วสูงสุด 2,000 กิโลเมตร/ชั่วโมง  ดวงจันทร์ที่เป็นบริวาร เช่น ไตรตัน  โปรเทอุส       เนรีด  ลาริสซา กาลาเทีย

3. ดาวเคราะห์น้อย (Asteroid)

      มีองค์ประกอบเป็นหินหรือส่วนผสมของหินกับโลหะ โคจรอยู่ระหว่างดาวอังคารกับดาวพฤหัสบดี เรียกว่า แถบดาวเคราะห์น้อย (Asteroid Belt) มองด้วยตาเปล่าไม่เห็น ดาวเคราะห์น้อยดวงแรกที่ถูกค้นพบ ชื่อ ซีเรส  ประกอบด้วย เหล็กและไทเทเนียมมาก

4. ดาวหาง (Comets)

ประกอบด้วยก้อนน้ำแข็งสกปรก ขณะที่ไกลดวงอาทิตย์ จะไม่มีหัวและหาง แต่เมื่อโคจรใกล้ดวงอาทิตย์ จะมีหัวและหางปรากฏหางจะยาวมากที่สุดเมื่อใกล้ดวงอาทิตย์ที่สุด โดยหางของดาวหางพุ่งไปในทิศทางตรงกันข้าม กับดวงอาทิตย์ การปรากฏการณ์ หางขึ้นมาเพราะพลังงานจากดวงอาทิตย์ในรูปความร้อน ลมสุริยะ และรังสี ทำให้น้ำแข็งสกปรกเป็นใจกลางของดาวหางกลายเป็นไอ ทำให้ผลักดันหางพุ่งออกไปจากดวงอาทิตย์  ดาวหางเป็นซากวัตถุที่เหลือจากการก่อตัวของดาวเคราะห์ในระบบสุริยะ ดาวหางฮัลเลย์ เป็นดาวหางดวงใหญ่ที่สุด จะโคจรมาให้เราเห็นทุก 76 ปี ชาวโลกเห็นครั้งสุดท้ายเมื่อ พ.ศ. 2529 และจะกลับมาอีกครั้งเมื่อ พ.ศ. 2604-2605

  1. 5.                       อุกาบาต (Meteor) เป็นวัตถุที่ล่องลอยอยู่ในอวกาศ เมื่อเข้าใกล้โลกจะถูกแรงดึงดูดของโลกดึงดูดให้ตกลงสู่พื้นโลก ขณะที่ตกลงมาจะเสียดสีกับบรรยากาศของโลก ทำให้เกิดการลุกไหม้เป็นลูกไฟพุ่งลงมาเป็นแสงสว่าง ถ้าลุกไหม้หมดไปในบรรยากาศ เรียกว่า ดาวตก หรือ ผีพุ่งใต้ ในคืนเดือนมืด
  2. 6.                       อิทธิพลของดวงอาทิตย์และดวงจันทร์ที่มีต่อโลก

6.1 อิทธิพลของดวงอาทิตย์ที่มีต่อโลก

        ดวงอาทิตย์เป็นแหล่งพลังงานที่สำคัญต่อโลกมาก ดวงอาทิตย์เปรียบเสมือนเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ที่ยิ่งใหญ่ และส่งพลังงานออกไปรอบๆตัวโดยการแผ่รังสี โลกรับพลังงานจากดวงอาทิตย์เพียง 1 ใน 2,200 ล้านส่วนเท่านั้น และมีหมอก เมฆ หรือฝุ่นละอองได้สะท้อนพลังงานนั้นออกไปสู่อวกาศ

  1. 1.    พลังงานและอนุภาคจากดวงอาทิตย์ที่โลกได้รับ

พลังงานที่ดวงอาทิตย์ส่งมามี 2ประเภท ดังนี้

          1.1 พลังงานที่มีผลกระทบต่อโลกทันที่ อันดับแรกเป็นคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า ซึ่งสามารถ ผ่านชั้นบรรยากาศมาถึงผิวโลกได้เร็ว ทำให้เกิดผลกระทบต่อโลกทันที ประกอบด้วย พลังงานความร้อน และแสงสว่างเป็นส่วนใหญ่ นอกจากนี้ยังมีคลื่นวิทยุและรังสีอัลตราไวโอเลต UV ซึ่งผ่านมาได้เพียงเล็กน้อยเท่านั้น  ปัจจุบันพบว่า รังสีอัลตราไวโอเลตบนผิวโลกเพิ่มขึ้น เนื่องจากใช้สาร CFC ไปทำลายชั้นบรรยากาศ ทำให้มีโอกาส เป็นมะเร็งที่ผิวหนังสูง

1.2 พลังงานที่มีผลกระทบต่อโลกภายหลัง  ได้แก่ อนุภาครังสีคอสมิก ซึ่งเป็นอนุภาคโปรตอน ลมสุริยะ ซึ่งเป็นอนุภาคที่มีประจุไฟฟ้าบวกที่มีความเร็วต่ำ และอิเล็กตรอนเหล่านี้จะไป รบกวนสนามแม่เหล็กโลก ทำให้เกิดพายุแม่เหล็ก ส่งผลกระทบต่อระบบสื่อสารทางวิทยุบนโลก นอกจากนี้ลมสุริยะยังทำให้เกิดปรากฏการณ์ แสงเหนือ-แสงใต้ที่ขั้วโลกอีกด้วย

2. ปรากฏการณ์อุปราคา (Eclipse) เกิดจากโลก ดวงจันทร์ ดวงอาทิตย์ มาอยู่ในระนาบเดียวกัน   ถ้าดวงจันทร์อยู่ระหว่างดวงอาทิตย์กับโลก ดวงจันทร์จะบังดวงอาทิตย์  เรียกว่า สุริยุปราคา (Solar Eclipse)  ถ้าโลกอยู่ระหว่างดวงอาทิตย์และดวงจันทร์ โลกจะบังดวงอาทิตย์ เรียกว่า จันทรุปราคา (Luner Eclipse)  

ระบบหมุนเวียนเลือด ระบบน้ำเหลืองกับการรักษาดุลยภาพของร่างกาย

ระบบหมุนเวียนเลือด ระบบน้ำเหลืองกับการรักษาดุลยภาพของร่างกาย

การลำเลียงสาร: สิ่งมีชีวิต จำเป็นต้องเคลื่อนย้ายสารต่างๆ จากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่งเสมอเช่นอาหารหลังย่อยต้องลำเลียงไปเก็บไว้ที่เซลล์ หรือเมื่อมีการสลายโมเลกุลของอาหารเพื่อให้ได้พลังงานก็จำเป็นต้องลำเลียงก๊าซออกซิเจนจากภายนอกเข้าสู่เซลล์ เมื่อมีของเสียที่เกิดจากเมทาบอลิซึมของร่างกายก็จะลำเลียงไปกำจัดออกที่ไต ……นักเรียนคิดว่าส่วนที่ทำหน้าที่ในการลำเลียงสารของสิ่งมีชีวิตเป็นอย่างไร

การลำเลียงสารในสิ่งมีชีวิตเซลล์เดียวและสัตว์: สิ่งมีชีวิตเซลล์เดียว สัตว์พวกฟองน้ำ และไฮดรา ร่างกายขนาดเล็ก มีเซลล์จำนวนน้อย จึงไม่มีการลำเลียงสาร สารต่างๆสามารถแลกเปลี่ยนโดยตรงกับสิ่งแวดล้อมสัตว์ที่มีโครงสร้างซับซ้อนและมีขนาดใหญ่เซลล์ไม่สามารถสัมผัสกับสิ่งแวดล้อมได้โดยตรงจึงต้องมีระบบลำเลียงสารซึ่งได้แก่ระบบ

หมุนเวียนเลือดระบบหมุนเวียนเลือดของสิ่งมีชีวิต แบ่งเป็น 2 ชนิด คือ

ระบบหมุนเวียนเลือดแบบเปิด (open circulatory system): ระบบนี้บางช่วงเลือดจะไหลไปตามช่องว่างของลำตัวและช่องว่างระหว่างอวัยวะคือเลือดไม่ได้ไหลอยู่ในเส้นเลือดตลอดเวลา เช่นสัตว์ในไฟลัมที่ 6 ,7, 8 ยกเว้นปลาหมึกมีระบบหมุนเวียนเลือดแบบปิด

ระบบหมุนเวียนเลือดแบบปิด (Closed circulatory system) : เลือดจะไหลอยู่ในเส้นเลือดตลอดเวลา ได้แก่สัตว์ในไฟลัมที่ 5และ 9

            ระบบลำเลียงสารของคน : ประกอบด้วย 2 ระบบที่สำคัญ คือ ระบบหมุนเวียนเลือด และ ระบบน้ำเหลือง

1. ระบบหมุนเวียนเลือดของคน ประกอบด้วยส่วนสำคัญ 3 ส่วนคือ หัวใจ เส้นเลือด และเลือด

1.1 หัวใจ หัวใจ พบที่บริเวณช่องอก อยู่ภายในถุงเยื่อหุ้มหัวใจ(Pericardium) ระหว่างปอดทั้ง 2 ข้าง ค่อนไปทางซ้ายเล็กน้อย เป็นอวัยวะที่ทำหน้าที่นำเลือดไปฟอกที่ปอด และ สูบฉีดเลือดไปเลี้ยงส่วนต่างๆของร่างกายโครงสร้างของหัวใจประกอบด้วย : ห้องหัวใจ , ลิ้นหัวใจ (valve), เส้นเลือดที่หัวใจ

ห้องหัวใจ : หัวใจคนเรามี 4 ห้อง ได้แก่ ห้องบน (Atrium) มี 2 ห้องคือ บนซ้าย Left atrium (LA) บนขวา Right atrium (RA) ห้องล่าง(Ventricle) มี 2 ห้อง คือ ล่างซ้าย Left ventricle (LV) ล่างขวา Right ventricle (RV)

ลิ้นหัวใจ(Valve): มีลักษณะ สำคัญคือเปิดได้แค่ทิศทางเดียวเพื่อช่วยไม่ให้เลือดไหลย้อนกลับ เป็นการควบคุมการทิศทางการไหลของเลือดนั่นเอง มี 2 ชนิด คือ

- ลิ้นอาตริโอ เวนทริคิวลาร์ (Artrio-Ventricular valve )พบกั้นระหว่างหัวใจห้องบนและล่าง มี 2 ชนิด คือ

1. ลิ้นไบคัสปิด (Bicuspid) กั้นระหว่างหัวใจห้องบนซ้ายกับล่างซ้าย

2. ลิ้นไตรคัสปิด (Tricuspid) กั้นระหว่างหัวใจห้องบนขวากับล่างขวา

- ลิ้นซมิลูนาร์ ( Semilunar valve ) พบที่โคนเส้นเลือดขนาดใหญ่ใกล้หัวใจ มี 2 ชนิด

1. ลิ้นพัลโมนารีเซมิลูนาร์ (pulmonary semilunar vale) : พบกั้นระหว่างหัวใจห้องล่างขวา กับ เส้นเลือดพัลโมนารีอาเตอรี (Pulmonary artery)

2. ลิ้นเอออร์ติกเซมิลูนาร์ (Aortic Semilunar valve): พบที่โคนเส้นเลือด เอออร์ตา (Aorta)กั้น ระหว่างเส้นเลือด เอออร์ตา กับ หัวใจห้องล่างซ้าย

เส้นเลือดที่หัวใจ: มีหลายเส้นดังนี้

1.เส้นเลือดโคโรนารี (Coronary) นำเลือดมาหล่อเลี้ยงร่างกายแล้วเกิดเป็นเลือดดำไหลเข้าสู่หัวใจห้องบนขวา

2.เส้นเลือดระบบเวนาคาวา (Vena cava) มี 2 เส้น

2.1 ซุพีเรียเวนาคาวา (Superior vena cava) รับเลือดดำจากส่วนหัวและแขน เข้าสู่หัวใจห้องบนขวา

2.2 อินฟีเรียเวนาคาวา (Inferior vena cava) รับเลือดดำจากร่างกายส่วน ลำตัว และ ขา ไหลเข้าสู่หัวใจห้องบนขวา

3. เส้นเลือดพัลโมนารีอาร์เตอรี (Pulmonary artery) เป็นเส้นเลือดที่นำเลือดดำจากหัวใจห้องล่างขวาไปฟอกที่ปอด

4. เส้นเลือดพัลโมนารีเวน (Pulmonary vein)เป็นเส้นเลือดแดงที่นำเลือดจากปอดเข้าสู่หัวใจห้องบนซ้าย

5. เส้นเลือดเอออร์ตา (Aorta) เป็นเส้นเลือดที่นำเลือดแดงไปเลี้ยงส่วนต่างๆของร่างกาย

การไหลเวียนเลือดผ่านหัวใจ

เลือดดำจากส่วนต่างของร่างกายไหลเข้าสู้เส้นเลือด 2 เส้นคือซุพีเรียเวนาคาวา และ อินฟิเรียเวนาคาวา ไหลเข้าสู่หัวใจห้องบนขวาผ่านลิ้นไตรคัสปิด ลงสู่หัวใจห้องล่างขวา ผ่านลิ้นพัลโมนารีเซมิลูนาร์ เข้าสู่เส้นเลือดพัลโมนารีอาเตอรีนำเลือดไปฟอกที่ปอด/กลายเป็นเลือดแดง เลือดแดงจากปอดจะไหลรวมกันที่เส้นเลือดพัลโมนารีเวน เข้าสู่หัวใจห้องบนซ้ายผ่านลิ้นไบคัสปิดลงสู่หัวใจห้องล่างซ้าย การบีบตัวของหัวใจดันเลือด ผ่านลิ้นเอออร์ติกเซมิลูนาร์เข้าสู่ เส้นเลือดเอออร์ตาแตกแขนงไปเลี้ยงส่วนต่างๆของร่างกาย เลือดแดงเปลี่ยนเป็นเลือดดำ ไหลรวมยังเส้นเลือดระบบเวนาคาวาได้แก่ อิฟีเรียเวนาคาวา และซุพีเรียเวนาคาวา มีการไหลเวียนเช่นเดิมต่อไปเรื่อยๆ

แรงดันเลือด คือ แรงดันที่เกิดจากการบีบตัวคลายตัวของหัวใจเพื่อดันเลือดไปเลี้ยงส่วนต่างๆของร่างกาย ซึ่งมี 2 ค่าคือ

1. แรงดันซิสโทลิก (Systolic pressure) คือแรงดันเลือดขณะที่หัวใจบีบตัว ปกติมีค่าประมาณ 20 มิลลิเมตรปรอท (mmHg)

2. แรงดันไดแอสโทลิก (Diastolic pressure) แรงดันเลือดขณะที่หัวใจคลายตัว ปกติมีค่าประมาณ 80 มิลลิเมตรปรอท (mmHg)

ปัจจัยที่มีผลต่อแรงดันเลือด

1. อายุ: ผู้ใหญ่ จะมีแรงดันเลือดสูงกว่าในเด็ก

2. เพศ: ระยะแรกผู้ชายจะมีแรงดันเลือดสูงกว่าผู้หญิง เมื่ออายุมากขึ้นผู้หญิงจะมีแรงดันเลือดมากกว่าผู้ชาย

3. อารมณ์ : โกรธฉุนเฉียว จะทำให้แรงดันเลือดสูงขึ้น

4. น้ำหนักร่างกาย :คนอ้วนมีแรงดันเลือดสูงกว่าคนผอม

1.2 เล้นเลือด

แบ่งได้เป็น 3 ระบบคือ1. เส้นเลือดที่นำเลือดออกจากหัวใจ 2. เส้นเลือดที่นำเลือดเข้าสู่หัวใจ 3. เส้นเลือดฝอย

เส้นเลือดที่นำเลือดออกจากหัวใจ:ส่วนใหญ่เป็นเลือดแดง คือ มีก๊าซออกซิเจน มากกว่าก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ยกเว้นเส้นเลือดพัลโมนารีอาเตอรี (Pulmonary artery) เส้นเลือดที่นำเลือดออกจากหัวใจที่มีขนาดใหญ่ที่สุด คือเส้นเลือดเออร์ตา (Aorta) ขนาดกลาง คือ เส้นเลือดอาร์เตอรี (Artery)ขนาดเล็ก คือ อาร์เตอริโอล (Arteriole)

โครงสร้างของเส้นเลือดแดง

ประกอบด้วยเนื้อเยื่อ 3 ชั้นคือ

1.ชั้นนอก เป็นชั้นเนื้อเยื่อเกี่ยวพันที่มี fibrous material และจะมีเส้นเลือดวาซา วาโซรัม (vasa vasorum) มาเลี้ยงผนังของเส้นเลือดด้วย

2. ชั้นกลาง เป็นชั้นกล้ามเนื้อเรียบและเนื้อเยื่อเกี่ยวพันที่มีไยอิลาสติก (elastic fibers) ทำให้มีความยืดหยุ่นดี

3.ชั้นในสุด: เป็นชั้นกล้ามเนื้อเรียบและเนื้อเยื่อเกี่ยวพันที่มีไยอิลาสติก (elastic fibers) ทำให้มีความยืดหยุ่นดี

**โครงสร้างของระบบเส้นเลือดในระบบอาร์เทอรีจะมีความแตกต่างกันทางด้านโครงสร้างและองค์ประกอบอยู่บ้าง เช่น

ผนังของอาร์เทอรีขนาดเล็กและอาร์เทอริโอลจะมีเนื้อเยื่ออิลาสติกน้อยกว่าเส้นเลือดอาร์เทอรีขนาดใหญ่ แต่มีกล้ามเนื้อเรียบค่อนข้างมากทำให้ยืดหยุ่นได้ดีมาก

            เส้นเลือดที่นำเลือดเข้าสู่หัวใจ :ส่วนใหญ่เป็นเลือดดำ คือ มีก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์มาก มีก๊าซออกซิเจนน้อย ยกเว้นเส้นเลือดพัลโมนารีเวน(Pulmonary vein)ซึ่งเป็นเส้นเลือดยกเว้น เพราะนำเลือดแดงจากปอดเข้าสู่หัวใจขนาดใหญ่ที่สุด คือ เส้นเลือดในระบบเวนาคาวา มี 2 เส้นคือ

1. เส้นเลือดซุพีเรียเวนาคาวา (Superior Vena cava)

2. เส้นเลือดอินฟีเรียเวนาคาวา (Inferior Vena cava)

ขนาดกลาง คือเส้นเลือดเวน (Vein) ขนาดเล็ก คือเส้นเลือดเวนูล (Venule)

โครงสร้างของเส้นเลือดดำ

ผนังเส้นเลือด : ประกอบด้วยผนัง 3 ชั้นเหมือนหลอดเลือดแดงแต่แตกต่างกันที่

1.เส้นเวนมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางใหญ่มากกว่าอาร์เทอรี

2.ผนังของเส้นเลือดเวนจะบางกว่าของอาร์เทอรี เนื่องจากมีกล้ามเนื้อน้อยกว่า ผนังชั้นนอกของเส้นเวนจะหนาเป็น 2 – 5 เท่าของชั้นกลาง

3.ท่อหรือช่องว่าง (lumen) ของเส้นเลือดเวนมีขนาดกว้างกว่าท่อของเส้นเลือดอาร์เทอรี

4.ผนังของเส้นเวน จะมีความยืดหยุ่นน้อยกว่า แรงดันของเลือดที่ไหลในเส้นเลือดเวนต่ำกว่าในเส้นเลือดอาร์เทอรีและจะมีแรงดันค่อนข้างสม่ำเสมอยิ่งใกล้หัวใจแรงดันของเลือดของเส้นเวนยิ่งต่ำลง เนื่องจากอยู่ห่างจากแรงบีบตัวของหัวใจ

5.ผนังของเส้นเลือดเวนสามารถยืดขยายได้มาก ทำให้จุเลือดได้เป็นจำนวนมากกว่าในเส้นอาร์เทอรี ประมาณ 60 – 70 % ของเลือดทั้งหมดในร่างกายจะอยู่ในระบบเวน

6.เส้นเวนขนาดใหญ่จะมีลิ้น (valve) กั้นอยู่ภายในเป็นระยะๆ เช่นเส้นเวนที่ท้องและขานี้จะช่วยป้องกันไม่ให้เลือดไหล ย้อนกลับ ทำให้เลือดถูกไล่ให้เคลื่อนที่ไปข้างหน้าเรื่อยๆ ยกเว้นเส้นเลือดพัลโมนารีเวน (pulmonary vein) ที่นำเลือดที่ฟอกแล้วจากปอดมาเข้าสู่เอเตรียมซ้ายจะไม่มีลิ้นกั้นอยู่ภายใน

7. เส้นเลือดเวนใช้ในการเจาะเลือดหรือบริจาคเลือด แต่เส้นเลือดอาร์เทอรีไม่ใช้ในการเจาะเลือด เนื่องจากมี

แรงดัน เลือดมากซึ่งเกิดจากการบีบตัวของหัวใจ

 

เส้นเลือดฝอย :

1.เลือดภายในเป็นทั้งเลือดแดงและดำ อยู่ระหว่างเส้นเลือด เวนูล และ อาร์เตอริโอล

2.ลักษณะผนังบาง ประกอบไปด้วยเซลล์เอนโดทีเลียล (endothelial cell) เรียงตัวกันเพียงชั้นเดียวไม่มีกล้ามเนื้อและเส้นใยอิลาสติก

3.เป็นบริเวณที่มีการแลกเปลี่ยนก๊าซและสารต่างๆบริเวณนี้

1.3 เลือด ลักษณะของเลือด

- มีความถ่วงจำเพาะประมาณ 1         – ค่า pH ประมาณ 7.4                    – สีแดง เลือดแดงดำจะสีเข้มกว่าเลือดแดง

- รส เค็มเล็กน้อย                           – ความหนืด มากกว่าน้ำประมาณ 10 เท่า

ส่วนประกอบของเลือด :แยกตามการปั่นแยก แบ่งได้เป็น เซลล์เม็ดเลือด และ น้ำเลือด

1. เซลล์เม็ดเลือด (Blood corpuscle) ประกอบด้วย เซลล์เม็ดเลือดแดง เซลล์เม็ดเลือดขาว และเกล็ดเลือด

1.1 เซลล์เม็ดเลือดแดง (Erythrocyte)

เม็ดเลือดแดง (red blood cell หรือ Erythrocyte : มีหน้าที่ในการส่งถ่ายออกซิเจนไปเลี้ยงเซลล์ต่าง ๆ ทั่วร่างกายเม็ดเลือดแดงมีขนาดประมาณ 6-8 ไมครอน มีลักษณะค่อนข้างกลม เว้าบริเวณกลางคล้ายโดนัท ไม่มีนิวเคลียส มีสีแดง เนื่องจากภายในมีสารฮีโมโกลบิน โดยในกระแสเลือดคนปกติจะพบเม็ดเลือดแดงที่เจริญเติบโตเต็มที่ (Mature red cell)มีเพียงไม่เกิน 2% ที่สามารถพบเม็ดเลือดแดงตัวอ่อน (Reticulocyte) ได้เซลล์เม็ดเลือดแดงของคน : มีอายุประมาณ 100-120 วัน บริเวณที่สร้างเซลล์เม็ดเลือด ในระยะตัวอ่อน (Embryo) สร้างที่ ตับ ม้าม และ ไขกระดูก หลังคลอดและคนทั่วไปสร้างที่ไขกระดูก ทำลายที่ ตับ และ ม้าม

***ถ้าไขกระดูกถุกทำลายตับและม้ามจะกลับมาสร้างเซลล์เม็ดเลือดแดงได้

ปริมาณของเซลล์เม็ดเลือดแดงในคน : เพศ เพศชายจะมีมากกว่าเพศหญิง แหล่งที่อยู่อาศัย คนที่อาศัยอยู่บนที่สูงจะมีเซลล์เม็ดเลือดมากกว่าคนที่อาศัยอยู่พื้นราบทั่วไป

1.2 เซลล์เม็ดเลือดขาว (Leukocyte): หน้าที่ป้องกันและทำลายเชื้อโรคหรือสิ่งแปลกปลอม

ลักษณะ รูปร่าง: เมื่อเจริญเต็มที่มีเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 8-20 ไมโครเมตร มีจำนวนน้อยกว่าเซลล์เม็ดเลือดแดง คือ

มีจำนวน ประมาณ 5000 ถึง 10000 เซลล์ต่อเลือด 1 ลูกบาศก์มิลลิเมตร สร้างและเจริญที่ไขกระดูก แต่บางชนิดจะเจริญในต่อมไทมัส มีอายุประมาณ 2-3 วัน   ได้แก่

1.3 เกล็ดเลือด (Platelet)

ลักษณะ : รูปร่างไม่แน่นอน มีเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 1-2 ไมโครเมตร เกิดจากชิ้นส่วนของเซลล์ขนาดใหญ่ที่สร้างจากไขกระดูกหลุดเป็นชิ้นๆแล้วเข้าสู่กระแสเลือด มีอายุประมาณ 10 วัน

หน้าที่ : ช่วยให้เลือดแข็งตัวอุดบาดแผล

น้ำเลือด (Plasma)

น้ำเลือดเป็นของเหลวใส ประกอบด้วยโปรตีนที่สำคัญ 3 ชนิด คือ

Albumin มีบทบาทสำคัญในการรักษาแรงดันออสโมซีสในเลือด

Globulin ทำหน้าเกี่ยวกับภูมิคุ้มกัน

Fibrinogen มีส่วนสำคัญเกี่ยวกับการทำให้เลือดแข็งตัว ถ้าน้ำเลือดถูกกับอากาศ fibrinogen จะตกตะกอนจับกันเป็นเส้นใยบางๆก่ายเป็นร่างแห ส่วนที่เหลือจะเป็นน้ำใสสีเหลืองเรียกว่า เซรุ่ม

นอกจากนี้ยังประกอบด้วย เกลืออนินทรีย์ และสารอินทรีย์ เช่น กรดอะมิโน ไวตามิน ฮอร์โมน และไขมันต่างๆ

หมู่เลือดและการให้เลือด:

การจำแนกหมู่เลือดทำได้โดย: จำแนกตามชนิดของ

- แอนติเจน (Antigen)คือ โปรตีนที่เกาะบนผิวของเซลล์เม็ดเลือดแดง

- แอนติบอดี (Antibody)คือ โปรตีนที่ล่องลอยอยู่ในน้ำเลือด (plasma)

หมู่เลือด แบ่งได้หลายระบบ ยกตัวอย่าง 2 ระบบ คือ – ระบบ ABO – ระบบ Rh

ระบบ ABO::

หมู่เลือด

แอนติเจนบนเม็ดเลือดแดง

Antigen

แอนติบอดีย์ในซีรั่ม

Antibody

การกระจายในคนไทย

Population

A

A

anti-B

22 %

B

B

anti-A

33 %

AB

A และ B

-

8 %

O

H

anti-A และ anti-B

37 %

การตรวจหมู่เลือด ABO: ทำได้โดยการใช้แอนติบอดีหยดบนเลือด

หมู่เลือด Rh:

หมู่เลือด

แอนติเจน

แอนติบอดี

Rh+

Rh

-

Rh-

-

-

++โดยปกติเวลาตรวจเลือดนักเรียนทราบทั้งหมู่เลือดระบบ ABO และ Rh

การให้เลือด

หลักการให้เลือด :: มีหลักว่าเลือดของผู้ให้จะต้องไม่มี Antigen ตรงกับ Antibodyของผู้รับ ดีที่สุดคือเป็นเลือดหมู่เดียวกัน

ปัญหาจากเลือดหมู่ Rh

โดยปกติคนส่วนใหญ่มีหมู่เลือด Rh+ แต่บางรายมีหมู่เลือด Rh- ซึ่งหมู่เลือด Rh- มีลักษณะสำคัญคือไม่มีทั้งแอนติเจนและแอนติบอดีRh แต่ถ้าได้รับเลือดจากคนที่เป็น Rh+ ครั้งหนึ่งละสามารถสร้างแอนติบอดี Rh ได้ เป็นผลใหไม่สามารถรับเลือดจากคนที่เป็น Rh+ ได้อีก

ตาราง แอนติเจน และ แอนติบอดี หมู่เลือด Rh

หมู่เลือด

แอนติเจน

แอนติบอดี

Rh+

Rh

-

Rh-

-

-

ตาราง แอนติเจน และ แอนติบอดี หมู่เลือด Rh หลังได้รับเลือดจากหมู่ Rh+

หมู่เลือด

แอนติเจน

แอนติบอดี

Rh+

Rh

-

Rh-

-

Rh

ในหญิงตั้งครรภ์ที่มีหมู่เลือดRh-

-โดยส่วนมากลูกที่อยู่ในครรภ์จะมีหมู่เลือด Rh+

- เวลาคลอดเลือดจากลูกจะอาจหลุดเข้ามดลูกของแม่แล้วเข้าสู่กระแสเลือดทำให้แม่มีการผลิต แอนติบอดี Rh

- ลูกคนที่ 2 ยังไม่เป็นไรเพราแอนติบอดียังไม่สร้างมาก

- ลูกคนที่3 อาจตายได้เนื่องจากเลือดมีที่มีแอนติบอดี Rh ของแม่ผ่านทางรกเข้สู๋ลูกทำให้เลือดของลูกจับตัวกันเป็นก้อนตาย เรียกอาการนี้ว่า อิริโทรบลาสโทซีสฟีทลีส (Erythroblastosis fetalis)

ระบบน้ำเหลือง

1. น้ำเหลือง ( Lymph ) เป็นของเหลวที่ซึมผ่านเส้นเลือดฝอยออกมาหล่อเลี้ยงอยู่รอบๆเซลล์ ประกอบด้วย กลูโคส อัลบูมิน

ฮอร์โมน เอนไซม์ ก๊าซ เซลล์เม็ดเลือดขาว ( แต่ไม่มีเซลล์เม็ดเลือดแดงและเพลตเลต )

2. ท่อน้ำเหลือง ( Lymph vessel ) มีหน้าที่ลำเลียงน้ำเหลืองทั่วร่างกายเข้าสู่เส้นเวนใหญ่ใกล้หัวใจ( Subclavian vein ) ปนกับเลือดที่มีออกซิเจนน้อย ท่อน้ำเหลืองมีลิ้นกั้นคล้ายเส้นเวนและมีอัตราการไหลช้ามากประมาณ 1.5 มิลลิเมตรต่อนาที

3.อวัยวะน้ำเหลือง ( Lymphatic organ )

1) ต่อมน้ำเหลือง ( Lymph node )

- พบทั่วร่างกาย ภายในมีลิมโฟไซต์อยู่เป็นกระจุก

- ต่อมน้ำเหลืองบริเวณคอ มี 5 ต่อม เรียกว่า ทอนซิล (Tonsil) มีหน้าที่ป้องกันจุลินทรีย์ที่ผ่านมาในอากาศไม่ให้เข้าสู่หลอดอาหาร

และกล่องเสียงจนอาจเกิดอักเสบขึ้นมาได้

2) ม้าม ( Spleen )

- เป็นอวัยวะน้ำเหลืองที่มีขนาดใหญ่ที่สุด

- มีหน้าที่ผลิตเซลล์เม็ดเลือด ( เฉพาะในระยะเอมบริโอ ) ป้องกันสิ่งแปลกปลอมและเชื้อโรคเข้าสู่กระแสเลือด สร้างแอนติบอดีทำลายเซลล์เม็ดเลือดแดงและเพลตเลตที่หมดอายุ

3) ต่อมไทมัส ( Thymus gland )

- เป็นเนื้อเยื่อน้ำเหลืองที่เป็นต่อมไร้ท่อ

- สร้างลิมโฟไซต์ชนิดเซลล์ที เพื่อต่อต้านเชื้อโรคและอวัยวะปลูกถ่ายจากผู้อื่น

ระบบภูมิคุ้มกัน ได้แก่

1) ภูมิคุ้มกันโดยกำเนิด ( Innate immunity ) เป็นการป้องกันและกำจัดแอนติเจนที่เกิดขึ้นเองในร่างกาย ก่อนที่ร่างกายจะได้รับแอนติเจน มีหลายรูปแบบ เช่น

- เหงื่อ มีกรดแลกติกป้องกันเชื้อโรคเข้าสู่ร่างกายทางผิวหนัง

- หลอดลม โพรงจมูก มีขน ซิเลีย และน้ำเมือกดักจับสิ่งแปลกปลอม

- กระเพาะอาหาร และลำไส้เล็กมีเอนไซม์

- น้ำลาย น้ำตา น้ำมูก มีไลโซไซม์ ทำลายจุลินทรีย์ได้

2) ภูมิคุ้มกันจำเพาะ ( Acquird immunity ) เกิดขึ้นเมื่อร่างกายเคยได้รับแอนติเจนแล้วซึ่งเป้นการทำงนของเซลล์เม็ดเลือดขาวชนิดลิมโฟไซต์

การสร้างระบบภูมิคุ้มกันเพื่อต่อต้านเฉพาะโรคของมนุษย์มี 2 วิธี

1) ภูมิคุ้มกันก่อเอง ( Active immunization )

- เกิดจากการนำเชื้อโรคที่อ่อนกำลัง ซึ่งเรียกว่า วัคซีน ( vaccine ) มาฉีด กิน ทา เพื่อกระตุ้นให้ร่างกายสร้างแอนติบอดีต่อต้านเชื้อนั้นๆ

- วัคซีนที่เป็นสารพิษและหมดความเป็นพิษแล้ว เรียกว่า ทอกซอยด์ ( toxoid ) สามารถกระตุ้นให้สร้างภูมิคุ้มกันได้ เช่นวัคซีนคุ้มกันโรคคอตีบ บาดทะยัก

- วัคซีนที่ได้จากจุลินทรีย์ที่ตายแล้ว เช่น โรคไอกรน ไทฟอยด์ อหิวาตกโรค

- วัคซีนที่ได้จากจุลินทรีย์ที่ยังมีชีวิตอยู่ เช่น วัณโรค หัด โปลิโอ คางทูม หัดเยอรมัน

- อยู่ได้นานแต่การตอบสนองค่อนข้างช้า

2) ภูมิคุ้มกันรับมา ( Passive immunization )

- เป็นการนำซีรัมที่มีแอนติบอดีอยู่มาฉีดให้ผู้ป่วย ทำให้ได้รับภูมิคุ้มกันโดยตรงต่อต้านโรคได้ทันที

- ใช้รักษาโรครุนแรงเฉียบพลัน เช่น คอตีบ พิษงู

- ซีรัม ผลิตจากการฉีดเชื้อโรคที่อ่อนกำลังเข้าในสัตว์ แล้วนำซีรัมของสัตว์ที่มีแอนติบอดีรักษาโรคในมนุษย์

- ภูมิคุ้มกันที่แม่ให้ลูกผ่านทางรกและน้ำนมหลังคลอดก็จัดเป็นภูมิคุ้มกันรับมา เช่นกัน

- อยู่ได้ไม่นานแต่การตอบสนองค่อนข้างเร็ว

วิทยาศาสตร์ ม.3 เทอม 2

ผลการเรียนรู้ที่คาดหวัง

ว33101 วิทยาศาสตร์

1.ทดลอง และอธิบายความสัมพันธ์ระหว่างความต่างศักย์ไฟฟ้า กระแสไฟฟ้าและความต้านทาน และคำนวณหาปริมาณที่เกี่ยวข้อง

2. สืบค้นข้อมูลและคำนวณหาพลังงานไฟฟ้าของเครื่องใช้ไฟฟ้าและค่าไฟฟ้า

3. สืบค้นข้อมูล  อภิปรายและเลือกใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าในชีวิตประจำวันอย่างถูกต้อง  ประหยัดและคุ้มค่า

4. สืบค้นข้อมูล  อภิปรายและอธิบายหลักการต่อวงจรไฟฟ้าในบ้านและสร้างแบบจำลองติดตั้งวงจรไฟฟ้าในบ้านอย่างถูกต้อง  ปลอดภัยและประหยัด

5. ทดลองและอธิบายสมบัติเบื้องต้นของชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์บางชนิด  เช่น  ตัวต้านทาน  ทรานซิสเตอร์ ไอซี 

6. ประกอบวงจรอิเล็กทรอนิกส์เบื้องต้นสำหรับประโยชน์ต่าง ๆ

7. สืบค้นข้อมูลและอธิบายส่วนประกอบของระบบสุริยะและปฏิสัมพันธ์ภายในระบบสุริยะและผลต่อสิ่งแวดล้อมและสิ่งมีชีวิตบนโลก

8. ระบุตำแหน่งและอธิบายลักษณะของดาวเคราะห์ในระบบสุริยะ

9. สืบค้นข้อมูลและอธิบายส่วนประกอบของกาแล็กซีและเอกภพ

  1. อ่านแผนที่ดาว  สังเกตและอธิบายกลุ่มดาวฤกษ์และยกตัวอย่างการใช้ประโยชน์จากตำแหน่งของกลุ่มดาวฤกษ์

11.สืบค้นข้อมูล  อธิบายเกี่ยวกับความก้าวหน้าของเทคโนโลยีอวกาศที่ใช้สำรวจอวกาศ  วัตถุท้องฟ้า  สภาวะอากาศ  ทรัพยากรธรรมชาติ  และที่ใช้ในการสื่อสาร

หน่วยการเรียนรู้

เรื่อง

1

ระบบสุริยะ

2

ดาวเคราะห์ในระบบสุริยะ

3

กาแล็กซี่และเอกภพ

4

ดาวฤกษ์

5

เทคโนโลยีอวกาศ

6

การผลิตกระแสไฟฟ้า

7

กระแสไฟฟ้า ความต่างศักย์ ความต้านทานไฟฟ้า

8

การใช้พลังงานไฟฟ้า

9

การเลือกเครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้าน

10

การต่อวงจรไฟฟ้าในบ้าน

11

อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์

12

ประโยชน์ของอิเล็กทรอนิกส์

13

การออกแบบวงจรอิเล็กทรอนิกส์อย่างง่าย

ระบบสุริยะ

(Solar System)

เป็นส่วนหนึ่งของกาแล็กซี่ทางช้างเผือก มีดวงอาทิตย์เป็นศูนย์กลาง โดยมีดาวเคราะห์ 8 ดวง ได้แก่ พุธ ศุกร์ โลก อังคาร พฤหัส  เสาร์ ยูเรนัส  และ เนปจูน  ดาวเคราะห์น้อย ดาวหาง และอุกกาบาต ซึ่งต่างโคจรรอบดวงอาทิตย์ นอกจากนี้ยังมีดวงจันทร์เป็นบริวาร

  1. ดวงอาทิตย์ (THE SUN)

ดาวฤกษ์ มีอายุ 5,000 ล้านปี อยู่ห่างจากโลก 150 ล้านกิโลเมตร

แสงจากดวงอาทิตย์เดินมายังโลก 8.3 นาที พลังงานในดวงอาทิตย์เป็นพลังงานนิวเคลียร์ มีอุณหภูมิ 15ล้านองศาเซลเซียส เกิดจากการที่แก๊สไฮโดเจนจะหลอมรวมกันเป็นฮีเลียม  เรียกว่า  ปฏิกิริยาฟิวชัน

บริเวณพื้นผิวของดวงอาทิตย์จะเป็นชั้นที่ส่องสว่าง เรียกว่า โฟโตสเฟียร์ (Photosphere) คือเรามองดวงอาทิตย์ก็คือกำลังมองแสงจากชั้นโฟโตสเฟียร์นั่นเองชั้นนี้มีอุณหภูมิประมาณ 5,500 องศาเซลเซียส ถัดออกมาเป็นชั้นโครโมสเฟียร์ (Chromosphere) เป็นชั้นบรรยากาศที่มีอุณหภูมิประมาณ 15,000 องศาเซลเซียส  ชั้นถัดออกมานอกสุดของดวงอาทิตย์ เรียกว่า โคโรนา(Corona) มีความสว่างน้อยมากกว่าชั้นโฟโตสเฟียร์  อุณหภูมิชั้นโคโรนาบริเวณใกล้ผิวสูงถึงล้านองศา เมื่อแก๊สหลุดลอยออกสู่บรรยากาศจะ กลายเป็นลมสุริยะที่เคลื่อนที่ด้วยความเร็วสูงมาก

        ลมสุริยะ(Solar wind) คือ อนุภาคที่มีประจุไฟฟ้าที่เคลื่อนที่ออกมาจากดวงอาทิตย์และเคลื่อนที่ไปในอวกาศ อนุภาคที่มีประจุไฟฟ้านี้เกิดจากการระเบิดจ้าและจุดบนดวงอาทิตย์

        ปรากฏการณ์แสงบนฟ้าบริเวณขั้วโลก

        เมื่ออนุภาคที่หลุดออกจากดวงอาทิตย์เคลื่อนที่ผ่านชั้นบรรยากาศของโลกจะเกิดการเปลี่ยนแปลงเกิดการเรืองแสงเรียกว่า แสงออโรรา (Aurora) หรือ แสงเหนือแสงใต้ ส่วนใหญ่เกิดที่ขั้วโลกเหนือและใต้

        จุดบนดวงอาทิตย์ (Sunspot) คือ บริเวณที่มีความเข้มของสนามแม่เหล็กสูงมากและมีอุณหภูมิต่ำกว่าพื้นผิวข้างเคียง จุดบนดวงอาทิตย์มักถูกเรียกว่า จุดดับ ซึ่งเป็นการเข้าใจผิด

      ดวงอาทิตย์สร้างพลังงานนิวเคลียร์จากการหลอมไฮโดรเจนเป็นธาตุฮีเลียม ดวงอาทิตย์ประกอบด้วยธาตุ ไฮโดรเจน 70% ฮีเลียม 28% และธาตุหนัก 2%โดยมวล มีเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ1,392,000 กิโลเมตรหรือ 109 เท่า

กิจกรรมที่ 1.2

เติมอักษรหน้าข้อที่สัมพันธ์กัน

__ฉ_1. พบบนผิวดวงอาทิตย์เป็นจุดสีเข้ม มีความเข้มของสนามแม่เหล็กสูงมาก

__ญ_2. อุณหภูมิที่ใจกลางของดวงอาทิตย์

__ช_3. บรรยากาศที่อยู่เหนือทรงกลมแสงดวงอาทิตย์

__ฌ_4. เวลาที่แสงอาทิตย์เดินทางมาถึงโลก

_ซ_5. อายุของดวงอาทิตย์

__ข_6. ชั้นบรรยากาศของดวงอาทิตย์ที่ทำให้เรามองเห็นแสงอาทิตย์

_ง_7. แสงเหนือแสงใต้เกิดในบรรยากาศของโลกบริเวณขั้วโลก

_ค_8. การระเบิดจ้า ทำให้เกิดอนุภาคต่างๆหลุดจากดวงอาทิตย์ไปสู่อวกาศ

_จ_9. บรรยากาศนอกสุดของดวงอาทิตย์

__ก_10. ที่ใจกลางดวงอาทิตย์เกิดการหลอมธาตุไฮโดรเจน 4 อะตอม เป็นฮีเลียม 1 อะตอม และปล่อยพลังงานออกมา

ก.    ปฏิกิริยาฟิวชัน

ข.     โฟโตสเฟียร์

ค.    ลมสุริยะ

ง.      แสงออโรรา

จ.     โคโรนา

ฉ.    Sunspot

ช.    โครโมสเฟียร์

ซ.    5,000 ล้านปี

ฌ.   8 นาที

ญ.   15 ล้านองศาเซลเซียส

ทรัพยากรสัตว์ป่า

สัตว์ป่าเป็นทรัพยากรธรรมชาติ ประเภทที่ใช้แล้วเกิดทดแทนได้  ปัจจุบันพบว่าจำนวนสัตว์ป่าลดลงและมีแนวโน้มลดลงเรื่อย ๆ ทั้งนี้เนื่องจากพื้นที่ป่าไม้ซึ่งเป็นแหล่งที่อยู่อาศัย  แหล่งหากิน  และสืบพันธุ์ของสัตว์ป่าลดลง  นอกจากนี้การลดลงของสัตว์ป่าก็ยังเกิดจากสาเหตุอื่น ๆ  อีกที่มนุษย์เป็นผู้กระทำ  เช่น การล่าเพื่อประโยชน์ทางด้านเศรษฐกิจ  เป็นต้น

 สัตว์ป่าในความหมายตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า  พ.ศ.  2535  หมายถึง  สัตว์ทุกชนิดทั้ง  สัตว์บก  สัตว์น้ำ  สัตว์สะเิทินน้ำสะเทินบก  สัตว์ปีก และแมลง  หรือแมง  รวมทั้งไข่ของสัตว์ทุกชนิดและดำรงชีวิตอยู่ในป่าหรือแหล่งน้ำตามธรรมชาติ

บัญชีสัตว์ป่าคุ้มครอง
สัตว์ป่าจำพวกเลี้ยงลูกด้วยนม 
    1. กระจงควาย (Traguls napu)
    2. กระจงเล็ก (Traglus javanicus)
    3.กระต่ายป่า (Lepus peQuensis)
    4. กระทิงหรือเมย (Bos gequensis)
    5.กระรอกขาว (Callosciurus finlaysoni finlaysoni)
    6. กระรอกบินแก้มสีแดง (Hylopetes lepidus)
    7. กระรอกบินแก้มสีเทา ( Hylopetes phayrei)
    8.กระรอกบินเล็กแก้มขาว (Hylopetes phayrei)
    9. กระรอกบินเล็กเขาสูง (Hylopetes alboniger)
   10. กระบินสีเขม่า (Pteromyscus pulverlentus)
   11.กระรอกสามสี (Callosciurus pulverulentus)
   12.กระรอกหน้ากระแต ( Rhinosciurus laticaudatus)
   13.กระรอกหางม้าใหญ่ ( Sundasciurus hippurus)
   14.กวางป่า ( Cervus unicolor)
   15.ค่างดำ ( Presbytis femoralis)
   16.ค่างแว่นถิ่นใต้ (Semnopithecus obscurus)
   17.ค่างแว่นถิ่นเหนือ ( Srnmopithecus phayrei)
   18.ค่างหงอก (Semnopithecus cristantus)
   19.ค้างคาวกินแมลงนิ้วสั้น ( Nyctalus noctula)
   20.ค้างคาวขุนช้าง (Cheiromeles torquatus)
   21. ค้างคาวคุณกิตติ ( Craseonycteris thonglongyai)
   22.ค้างคาวจมูกหลอดท้องขาว ( Murina leucogaster)
   23.ค้างคาวจมูกหลอดสีทอง ( Murina aurata)
   24.ค้างคาวจมูกหลอดสีเทา ( Murina tubinaris)
   25.ค้างคาวจมูกหลอดหูยาว ( Murina huttoni )
   26.ค้างคาวจมูกหลอดหูสั้น ( Murina cyclotis)
   27.ค้างคาวคอย ( Sphaeerias blanfordi)
   28.ค้างคาวดอยหลังลายขาว ( SCotomanes omatus)
   29.ค้างคาวท้องน้ำตาลสุราษฎร์ ( Eptesicus dermissus)
   30.ค้างคาวท้องน้ำตาลหูหนา (Eptesicus pachyotis)
   31.ค้างคาวท้องน้ำตาลใหญ่ ( Eptesicus serotinus)
   32.ค้างคาวปากย่น (Tadarida plicata)
   33.ค้างคาวปากย่นใหญ่ ( Tadarida teniotis )
   34.ค้างคาวปีกขนใต้ (Harpiocephalus harpia)
   35.ค้างคาวปีกขนเหนือ (Harpiocephslus mordax)
   36. ค้างคาวปีกจด (Baluonycteris maculate)
   37.ค้างคาวปีกถุงเคราดำ ( TaphoZous melanopogon)
   38.ค้างคาวปีกถุงต่อมคาง ( Taphozous longimanus)
   39.ค้างคาวปีกถุงปลอม ( Taphozous saccolaimus)
   40.ค้างคาวปีกถุงใหญ่ (Taphozous theobaldi)
   41.ค้างคาวปีกพับกลาง (Miniopterus medius)
   42.ค้างคาวปีกพับดำใหญ่ (Miniopterus magnater)
   43.ค้างคาวปีกพับเล็ก (Mimiopterus pusillus)
   44.ค้างคาวปีกพับใหญ่ ( Miniopterus schreibersii)
   45.ค้างคาวไผ่หัวแบนเล็ก (Tylonycteris pachypus)
   46.ค้างคาวไผ่หัวแบนใหญ่ (Tylonycteris robustula)
   47.ค้างคาวเพดานเล็ก (Scotophilus kuhlii)
   48.ค้างคาวเพดานใหญ่ ( Scotophilus heathii)
   49.ค้างคาวฟันร่อง (Phoniscus atrox)
   50.ค้างคาวฟันหน้าซ้อนเล็ก (Hesperoptenus blandfordi)
   51.ค้างคาวฟันหน้าซ้อนใหญ่ (Hesperoptenus tickelli)
   52.ค้างคาวมงกุฎจมูกยาวเล็ก (Rhinolophus pearsoni)
   53.ค้าวคาวมงกุฎจมูกยาวใหญ่ (Rhinolophus yunanensis)
   54.ค้างคาวมงกุฎจมูกแหลมเหนือ (Rhinolophus lepidus)
   55.ค้างคาวมงกุฎเทาแดง (Rhinolophus affinis)
   56.ค้างคาวมงกุฎปลอมเล็ก (Rhinolophus coelophyllus)
   57.ค้างคาวมงกุฎปลอมใหญ่ (Rhinolophus shameli)
   58.ค้างคาวมงกุฎมลายู (Rhinolophus malayanus)
   59.ค้างคาวมงกุฎยอดสั้นเล็ก (Rhinolophus thomasi)
   60.ค้างคาวมงกุฎยอดสั้นใหญ่ (Rhinolophus acuminatus)
   61.ค้างคาวมงกุฎเล็ก (Rhinolophus pusillus)
   62.ค้างคาวมงกุฎเลียนมลายูเล็ก (Rhinolophus megaphyllus)
   63.ค้างคาวมงกุฎเลียนมลายูหางสั้น (Rhinolophus stheno)
   64.ค้างคาวมงกุฎสามใบพัด (Rhinolophus trifoliatus)
   65.ค้างคาวมงกุฎหูโตมาร์แชล (Rhinolophus marshalli)
   66.ค้างคาวมงกุฎหูโตเล็ก (Rhinolophus mscrotis)
   67.ค้างคาวมงกุฎหูโตใหญ่ (Rhinolophus paradoxolophus)
   68.ค้างคาวมงกุฎใหญ่ (Rhinolophus luctus)
   69.ค้างคาวมุงกุฎอินเดีย (Rhinolophus rouxi)
   70.ค้างคาวมือปุ่ม ( Glischropus tylopus)
   71.ค้างคาวแม่ไก่เกาะ (Pteropus hypomelanus)
   72.ค้างคาวแม่ไก่นครสวรรค์ (Pterpus intermedius)
   73.ค้างคาวแม่ไก่ป่าฝน (Pteropus vampyrus)
   74.ค้างคาวแม่ไก่ภาคกลาง (Pteropus lylei)
   75.ค้างคาวยอดกล้วยปีกปุ่ม (Kerivoula papillosa)
   76.ค้างคาวยอดกล้วยป่า (Kerivoula whitehheadi)
   77.ค้างคาวยอดกล้วยปีกใส (Kerivoula hardwickii)
   78.ค้างคาวยอดกล้วยผีเสื้อ (Kerivoula picta)
   79.ค้างคาวยอดกล้วยเล็ก (Kerivoula minuta)
   80.ค้างคาวลูกหนูกามหน้าบนเล็ก (Pipistrellus cadornae)
   81.ค้างคาวลูกหนูจิ๋ว (Pipistrellus tenuis)
   82. ค้างคาวลูกหนูถ้ำ (Pipistrellus pulveratus)
   83.ค้างคาวลูกหนูบ้าน (Pipistrellus javanicus)
   84.ค้างคาวลูกหนูสีทอง (Pipistrellus circumdatus)
   85.ค้างคาวลูกหนูอินเดีย (Pipistrellus coromandra)
   86.ค้างคาวเล็บกุด (Eonycteris spelaea)
   87.ค้างคาวแวมไพร์แปลงเล็ก (Megaderma spasma)
   88.ค้างคาวแวมไพร์แปลงใหญ่ (Megaderma lyea)
   89.ค้าวคาวสามศร (Aselliscus stoliczkanus)
   90.ค้างคาวหน้ายักษ์กระบังหน้า (Hipposideros lylei)
   91.ค้างคาวหน้ายักษ์กุมภกรรณ (Hipposideros turpis)
   92.ค้างคาวหน้ายักษ์ทศกัณฐ์ (Hipposideros armiger)
   93.ค้างคาวหน้ายักษ์เล็ก (Hipposideros pomona)
   94.ค้างคาวหน้ายักษ์เล็กจมูกปุ่ม (Hipposideros halophyllus)
   95.ค้างคาวหน้ายักษ์เล็กดำ (Hipposideros ater)
   96.ค้างคาวหน้ายักษ์เล็กสองสี (Hipposideros bicolor)
   97.ค้างคาวหน้ายักษ์สีจาง (Hipposideros cinersceus)
   98.ค้างคาวหน้ายักษ์สองหลืบ (Hipposideros galeritus)
   99.ค้างคาวหน้ายักษ์สามหลืบ (Hipposideros larvatus)
   100.ค้างคาวหน้ายักษ์หมอนโค้ง (Hipposideros diadema)
  101.ค้างคาวหน้ายักษ์หมอบุญส่ง (Hipposideros lekaguli)
  102.ค้างคาวหน้ายักษ์เล็ก (Macroglossus minimus)
  103.ค้างคาวหน้ายาวใหญ่ (Macroglossus sobrinus)
   104.ค้างคาวหน้าร่อง (Nyciteris tragata)
   105.ค้างคาวหัวดำ (Chironax melanocephhalus)
   106.ค้างคาวหางโผล่ (Emballonura monticola)
   107.ค้างคาวหางหนู (Rhimopoma microphyllum)
   108.ค้างคาวหูหนูดอยอ่างขาง (Myotis altatium)
   109.ค้างคาวหูหนูตีนโตเล็ก (Myotis horsfieldii)
   110.ค้างคาวหูหนูตีนโตใหญ่ (Myotis hasseltii)
   111.ค้างคางหูหนูตีนเล็กเขี้ยวยาว (Myotis muricola)
   112.ค้างคาวหูหนูตีนเล็กเขี้ยวสั้น (Myotis siligorensis)
   113.ค้างคาวหูหนูพม่า (Myotis montivagus)
   114.ค้างคาวหูหนูมือตีนปุ่ม (Myotis rosseti)
   115.ค้างคาวหูหนูยักษ์ (Myotis chinensis)
   116.ค้างคาวหูหนูหน้าขน (Myotis annectans)
   117.ค้างคาวอีอาอีโอ (Ia io)
   118.ค้างคาวไอ้แหว่ง (Coelops frithi)
   119.ชะนีแก้มขาว (Hylobates concolor)
   120.ชะนีธรรมดา หรือชะนีมือขาว (Hylobates lar)
   121.ชะนีมงกุฎ (Hylobates pileatus)
   122.ชะนีมือดำ (Hylobates agilis)
   123.ชะมดเช็ดหรือชะมดเชียง (Viverricula indica)
   124.ชะมดน้ำหรืออีเห็นน้ำ (Cynogale bennettii)
   125.ชะมดแผงสันหางดำ (Viverra megaspila)
   126.ชะมดแผงหางปล้อง (Viverra zibetha)
   127.ช้างป่าหรือช้างเถื่อน (Elephas maximus)                             
  128.ทรายหรือเนื้อทรายหรือตามะแน (Axis porcinus)
   129.นากเล็กเล็บสั้น (Aonyx cinerea)
   130.นากใหญ่ขนเรียบ (Lutra perspicillata)
   131.นากใหญ่จมูกขนหรือนากใหญ่หัวปลาดุก  ( Lutra sumatrana)
   132.นากใหญ่ (Lutra lutra)
   133.บ่าง (Cynocephalus variegatus)
   134.ปลาโลมาปากขวด (Tursiops truncatus)
   135.ปลาโลมาริซโซ่ส์ (Granpus griseus)
   136.ปลาโลมาหลังโหนก (Sousa chinensis)
   137.ปลาโลมาหัวบาตร (Neophocaena phocaenoides)
   138.ปลาโลมาอิรวดี (Orcaella brevirostris)
   139.ปลาวาฬแกลบครีบดำ (Balaenoptera borealis)
   140.ปลาวาฬแกลบบรูด้า (Balaenoptera edeni)
   141.ปลาวาฬแกลบมิงค์ (Balaenoptera acutorostrata)
   142.ปลาวาฬนำร่องครีบสั้น (Globicephala macrorhynchus)
   143.ปลาวาฬสเปอร์มแคระ (Kogia simus)
   144.พญากระรอกดำ (Ratufa bicolor)
   145.พญากระรอกบินสีดำ (Aeromys tephromelas)
   146.พญากระรอกบินหูขาว (Petaurista alborufus)
   147.พญากระรอกบินหูดำ (Petaurissta elegans)
   148.พญากระรอกบินหูแดง (Petaurista petaurista
  
149.พญากระรองเหลือง (Ratufa affinis)
  
150.พังพอนกินปู (Herpestes urva)
   151.พังพอนธรรมดา (Herpestes javanicus)
   152.เพียงพอนเล็กสีน้ำตาล (Mustela nudupes)
   153.เพียงพอนเส้นหลังจาว (Mustela strigidorsa)
   154.เพียงพอนเหลือง (Mustela sicirica)
   155.เม่นหางพวงหรือเม่นขนอ่อนหรืออีแกะหรือม้อก (Atherus mrourus)
   156.เม่นใหญ่แผงคอยาว (Hystrix brachyura)
   157.แมวดาวหรือแมวแกว (Felis bengalensis)
   158.แมวป่าหรือเสือกระต่าย (Felis chaus)
   159.แมวป่าหัวแบน (Felis planiceps)
   160.ลิงกัง (Macaca memestrina)
   161.ลิงลมหรือนางอาย (Nycticebus coucang)
   162.ลิงวอก (Macaca mulatta)
   163.ลิงเสน (Macaca arctoides)
   164.ลิงแสม (Macaca fadcicularis)
   165.ลิงอ้ายเงี้ยะหรือลิงอัสสัมหรือลิงภูเขา (Macaca assamensis)
   166.ลิ่นพันธุ์จีน (Manis pentadactyla)
   167.ลิ่นพันธุ์มลายู (Manis javanica)
   168.วัวแดงหรือวัวดำหรือวัวเพลาะ (Bos javanucus)
   169.เสือโคร่ง (Pamthera tigris)
   170.เสือดาวหรือเสือดำ (Panthera pardus)
   171.เสือปลา (Felis viverrina)
   172.เสือไฟ (Felis temminckii)
   173.เสือลายเมฆ (Neofelis nebulosa)
   174.หนูเกาะ (Rattus remotus)
   175.หนูขนเสี้ยนเขาหินปูน (Niviventer hinpoon)                      
   178.หมาจิ้งจอก (Canis aureus)
   179.หมาในหรือหมาแดง (Cuon slpinus)
 
 180.หมาไม้ (Martes flavigula)
   181.หมาหริ่ง (Melogale personata)
   182.หมีขอหรือบินตุรง (Aectictis binturong)
   183.หมีขอควายหรือหมีดำ (Ursus thibetanus)
   184.หมีหมาหรือหมีคน (Ursus malayanus)
   185.หมูหริ่ง (Arctonyx collsris)
   186.อีเก้งหรือฟาน (Muntiacus muntjak)
   187.อีเห็นลายเมฆหรือชะมดแปลงลายแถบ (Prionodon linsang)
   188.อีเห็นลายเสือหรือชะมดแปลงลายจุด (prionodon pardicolor
 
 189.อีเห็นลายเสือโคร่งหรืออีเห็นลายพาด (Hemigalus derbyanus)
สัตว์ป่าจำพวกนก
   1.ไก่จุก (Rollulus rouloul)
  
2.ไก่ป่า (Gallus gallus)
   
3.ไก่ฟ้าทุกชนิดในสกุล (Genus) Lophura
  
4.ไก่ฟ้าหางลายขวาง (Syrmaticus humiae)
  
5.นกกระจ้อยทุกชนิดในวงศ์ (Family) Sylviidae
   
6.นกกระจ้อยป่าโกงกาง  ( Gerygone sulphurea )
   7.
นกระจาบทุกชนิดในวงศ์ ( Family ) Ploceidae
 
  8.นกกระจิ๊ดทุกชนิดในวงศ์ ( Family) Sylviidae
   9.นกกระจิบทุกชนิดในวงศ์ ( Family) Sylviidae
   10. นกกระติ๊ดทุกชนิดในวงศ์ ( Family) Estrildiae
 
  11.นกกระแตผีทุกชนิดในวงศ์ ( Family ) Burhinidae
   12.นกกระทาทุกชนิดในสกุล ( Genus)  Arborophila
   
13.นกกระทาดงปากยาวหรือไก่นวล ( Rhizothera longirostris)
   
14.นกระทาทุ่ง ( Francolinus pintadeeanus)
   15.นกกระทาป่าไผ่ ( Bambusiclo fytchii )
   16.นกกระทาสองสองเดือยหรือนกกรองกร๊อย ( Caloperdix oculea )
 
  17นกระทุง ( Pelecanus philippensis )
  
18.นกกระเบื้องทุกชนิดในสกุล ( Genus) Mmonticola
   19.นกกระปูดหรือนกกดทุกชนิดในสกุล  ( Genus ) Centropus
   20.นกกระสาขาว ( Ciconia ciconia)
   21.นกกระสาคอขาว ( Ciconia episcopus )
   22. นกระสาคอขาวปากแดง ( Ciconia stormi )
   23.นกกระสาคอดำ ( Ephippiorhynchus asiaticus )
   24.นกกระสาดำ ( Ciconia nigra )
   25.นกกระสาแดง ( Aedea purpurea)
   26.นกกระสานวล ( Ardea cinerea )
   27.นกกระสาปากเหลือง ( Mycteeria cinerea)
   28.นกกระสาใหญ่ ( Ardea sumatrana ) 
   29.นกกวัก ( Amaurornis phoenicurus)
   30.นกกะรองทองแก้มขาว ( Leiothrix argentauris)
   31.นกกะรางทุกชนิดในสกุล  (Genus ) Garrlax และในสกุล ( Genus)Liocicochla
   32.นกกะรางหัวขวาน ( Upupa epops)
   33.นกกะลิงหรือนกกระแล (Psittacula finschii)
   34.นกกะลิงเขียดทุกชนิดในสกุล ( Genus ) dendrocitta
   35.นกกะวะหรือนกกาฮังหรือนกอีงากหรือนกกก ( Buceros bicornis )
   36.นกเขาหรือนกเหงือกดำ ( Anthracoceros malayanus)
   37.นกกางเขนดงหรือนกบินหลาดงหรือนกบินหลาควนหรือนกจิงปุ๊ย ( Copsychus malabaricus)
   38.นกกางเขนน้ำทุกชนิดในสกุล ( Genus) Enicurus
   39.นกกางเขนบ้านหรือนกบินหลาบ้านหรือนกจ ีแจ้บหรืออนกจีจู๊ ( Copsychus saularis )
   40.นกกาน้อยแถบปีกขาว ( Platysmurus leucopterus)
   41.นกกาน้อยหงอนยาว ( Platylophus  galericulatus)
   42.นกกาน้ำทุกชนิดในวงศ  ( Family ) Phalacrocoracidae )
   43.นกกาบบัว ( Mycteria leucocephala )
   44.นกกาฝากทุกชนิดในวงศ์ ( Family ) Dicaeidae
   45.นกกาแวน ( Crypsirina temia )
   46.นกกิ้งโครงทุกชนิดในสกุล ( Genus ) Saroglossa และในสกุล ( Genus)   Sturnus
 
 47.นกกินปลีทุกชนิดในวงศ์ ( Family) Nectariniidae
   48.นกกินเบี้ยว และนกกระเต็นหรือกระเต็นทุกชนิดในวงศ์ ( Family) Nectariniidae
   49.นกกินแมลงทุกชนิดมรสกุล ( Family ) Chrysomma  ในสกุล ( Genus)
       Macronous ในสกุล  ( Genus) Malacopteron  ในสกุล ( Genus) Stachyris
   50.นกกุลาทุกชนิดหรือนกซ้อนหอยทุกชนิดในวงศ์ ( Family )Threskiornithidae
   51.นกแกงหรือนกแก๊ก ( Anthracoceros albistris )
   52.นกแก้วทุกชนิดในสกุล ( Genus) Psiittacula
   53.นกโกโรโกโส ( Carpococcyx  renauldi)
   54.นกขมิ้นทุกชนิดในวงศ์ ( Family) Oriolidae
   55.นกขมิ้นทุกชนิดและนกเขียวก้านตองทุกชนิดในวงศ์ (Family) Chloropseidae
   56.นกขัติยา ( Cutia  nipalensis )
   57.นกขุนทอง ( Gracula religiosa )
   58.นกขุนแผน ( Urocissa erythrorhyncha)
   59.นกขุนแผนทุกชนิดในสกุล (Family) Trogonidae
   60.นกเขนทุกชนิดในสกุลในสกุล ( Genus ) Chaimarrornis   ในสกุล ( Genus )   Cinclidium ในสกุล (Genus) Hodgsonius ในสกุล ( Genus) Rhyacornis
   61.นกเขนน้อยทุกชนิดในสกุล (Genus ) Erithacus ในสกุล (Genus) Luscinia  และ ในสกุล(Genus) Tarsiger
   62.นกเขาเขียว ( chalcophaps indica )
   63.นกเขาพม่า ( Streptopelia  orientalis )
   64.นกเขาไฟ ( Streptopelia tranQuebarica )
   65.นกเขาลายหรือนกเขาโนรี หรือนกเขาตู้ทุกชนิดในสกกุล (Genus)     Macropygia
   66.นกเขียวคราม ( Irena puella )
   67.นกแขกเต้า ( Psittacula alexandri )
   68.นกแขวก ( Nycticorax  nyxticorax )
   69.นกคอสั้นตีนไว ( Calidris alba )
   70.นกคอสามสี ( Eupetes macrocerus )
   71.นกคัดคูหรือนกคัดคูทุกชนิดในสกุล ( Genus ) Cacomantis ในสกุล ( Genus )
       Chrysococccyx ในสกุล ( Genus) Clamator ในสกุล ( Genus)      Surniculus
   72.นกเค้าทุกชนิดในวงศ์ (FamiStrigidae
   73.นกงั่วหรือนกอ้ายงั่ว ( Anhinga  melangater )
   74.นกเงือกทุกชนิดในวงศ์ ( Family ) Bucerotidae
   75.นกจมูกหลอดในวงศ์ ( Family ) Procellariidae
   76.นกจอกป่าหัวโต ( Calorhamphus fuliginosus)
   77.นกจับแมลงทุกชนิดในวงศ์ ( Family ) Muscicapidae
   78.นกจาบดินทุกชนิดในวงศ์ ( Family) Fringillidae
   79.นกจาบดินทุกชนิดในสกุล ( Genus) Pellornrum
   80.นกจาบปีกอ่อนทุกชนิดในวงศ์ ( Family)Fringilliae
   81.นกจาบฝนทุกชนิดในวงศ์ ( Family ) Alaudidae
   82.นกจุนจู๋ทุกชนิดในวงศ์ ( Family) Sylviidae
   83.นกชาปีไหน ( Caloenas nicobarica)
   84.นกชายเลนทุกชนิดในสกุล ( Genus) Calidris ในสกุล ( genus)
         Eurynorhynchus ในสกุล (Genus) Limicในสกุล ( Genus) Triga และ  
       ในสกุล ( Genus) Xenus
   85.นกซ่อมทะเลทุกชนิดในสกุล (Genus) Limnodromus
   86.นกแซงแซวทุกชนิดในวงศ์ ( Family) Dicuridae
   87.นกแซวสวรรค์ในวงศ์ (Family) Monarchidae)
   88.นกดุเหว่าหรือนกกาเหว่า ( Eudynamys Scolopacea)
   89.นกเค้าดิน ( Actitis hypoleucos)
   90.นกเค้าลมทุกชนิดในวงศ์ (Family) Motacillidae
   91.นกเดินกชนิดในสกุล ( Genus) Turdus และในสกุล (Genus) Zoothera
   92.นกตบยุงหรือนกกะบาหรือนกตาฟางทุกชนิดในวงศ์ (Family) Caprimulgidae
   93.นกต้อยตีวิดหรือนกกระแต้เว้ด และนกกระแตทุกชนิดในสกุล (Genus)
      Vanellus
   94.นกตะกราม ( Leptoptilos dubius)
   95.นกตะกรุม ( Leptotilos javanicus)
   96.นกตะขาบดง ( Eurystomus orientalis)
   97.นกตะขาบทุ่ง ( Coracias benghalensis)
   98.นกตั้งล้อ ( Megalaima virens)
   99.นกติ๊ดทุกชนิดในวงศ์ ( Family) Paridae
  100.นกตีทอง (Megalaima haemacephala)
  101.นกตีนเทียน ( Himantopus himantopus)
  102.นกตีนเหลือง (Heteroscelus brevipes)
  103.นกเต้าเล้าหรือนกแต้วแร้วหรือนกแต้วแล้วหรือนกเต้นตามกวางทุกชนิดในวงศ์
        (Family) Pittidae ยกเว้นนกแต้วแล้วท้องดำ (Pitta gurneyi)
  104.นกไต่ไม้ทุกชนิดในวงศ์ (Family) Sittidae
  105.นกทะเลทุกชนิดในสกุล (Genus) Tringa
  106.นกน๊อททุกชนิดและนกสติ๊นทุกชนิด ในสกุล (Genus) Calidris
  107.นกนางนวลทุกชนิดในวงศ์ (Family) Laridae
  108.นกนางแอ่นทุกชนิดในวงศ์ (Family) Hirundinidae นกแอ่นฟ้าทุกชนิดในวงศ์
            (Family)Apodidae และนกแอ่นทุกชนิดในวงศ์ (Family) Apodidae
  109.นกบั้งรอทุกชนิดในสกุล (Genus) Phaenicophaeus
  110.นกปรอดหรือนกกรอดทุกชนิดในวงศ์ (Family) Pycnonomidae
  111.นกปากกบทุกชนิดในวงศ์ (Family) Batrachostomidae
  112.นกปากปากช้อนทุกชนิดในสกุล (Genus) Platalea
  113.นกปากซ่อมทุกชนิดในสกุล (Genus) Gallinago ในสกุล (Genus)
      Lymnocryptes
และในสกุล ( Genus) Scolopax
  114.นกปากแก้วทุกชนิดในสกุล (Genus) Paradoxornis
  115.นกห่าง (Anastomus oscitans)
  116.นกปากแอ่นทุกชนิดในสกุล (Genus) Limosa
  117.นกปีกแพรทุกชนิดในสกุล ( Genus) Cochoa
  118.นกปีกลายตาขาว (Actinodura ramsayi)
  119.นกปีกลายสก๊อต ( Garrulus glandarius)
  120.นกเป็ดก่า (Cairina scutulata)
  121.นกเป็ดน้ำทุกชนิดในวงศ์ ( Family) Anatidae
  122.นกเป็ดผี (Tachybaptus ruficollis)
  123.นกเป็ดหงษ์ ( Sarkidiornis melelanotos)
  124.นกเปล้าทุกชนิดในสกุล (Genus) Treron
  125.นกเปล้าหน้าแดง ( Ptilinopus jambu)
  126.นกเปลือกไม้( Certhia discolor)
  127.นกโป่งวิด (Rostratula benghalensis)
  128.นกไผ่หรือนกกระติ๊ดเขียว (Erythrurasina)
  129.นกพงทุกชนิดในวงศ์ (Family) Sylviidae)
  130.นกพญาปากกว้างทุกชนิดในวงศ์ (Family) Eurylaimidae
  131.นกพญาไฟทุกชนิดในวงศ์ (Family) Campephagidae
  132.นกพริก (Metopidius indicus)
  133.นกพลิกหัน (Arnaria interpres)
  134.นกฟินฟุต (Heliopais personata)
  135.นกโพระดกทุกชนิดในสกุล (Genus)Megalaima
  136.นกมุดน้ำ ( Cinclus palllasii)
  137.นกมูม ( Ducula badia)
  138.นกยางทุกชนิดในวงศ์ ( Family) Aedeidae
  139.นกยูง ( Pavo muticus)
  140.นกร่อนทะเลในวงศ์ ( Family) Phaethontidae
  
141.นกระวังไพรทุกชนิดในสกุล (Genus) Pomatorhinus
  
142.นกรัฟ (Philomachus pugnax)
  143.นกลุมพูหรือนกกะลุมพู (Ducula aenea)
  
144. นกลุมพูขาวหรือนกกะลุมพูขาว (Ducula bicolor)
  
145.นกลุมพูแดงหรือนกกะลุมพูแดง (Columba pumicea)
  
146.นกแว่นทุกชนิดในสกุล (Genys) Polypllectron
 
147.นกแว่นตาขาวทุกชนิดในวงศ์ (family) Zosteropidae
 
148.นกศิวะทุกชนิดในสกุล (Genys) Minla
 
149.นกสกัวในวงศ์ (Family)Stercorariidae
  150.นกสาลิกาเขียวทุกชนิดในสกุล (Genus) Cissa
 
151.นกสาลิกาเขียวทุกชนิดในสกุล (Genus) Gampsorhynchus และในสกุล (Genus) Pteruthius
 
152.นกแสก (Tyto alba)
 
153.นกหกเล็กหรือนกข้าวสาร ทุกชนิดในสกุล (Genus)Loriculus
  154.นกหกใหญ่ (Psittinus cyanurus)
  155.นกหว้า (Argusianus argus)
 
156.นกหัวขวานทุกชนิดในวงศ์ (Family) Picidae
 
157.นกหัวโตทุกชนิดในสกุล (Genus) Charadrius และในสกุล(Genus)Pluvuslis
 
158.นกหัวโตกินปู  (Dromas ardeola)
 
159.นกหินหรือนกชนหิน (Rhinoplax vigil)
  160.นกเหยี่ยวทุกชนิดในวงศ์ (Family)Accipitridae และในวงศ์                       
               (Family)Falconidae
 
161.นกออก (Haliaeetus leucogaster)
 
162.นกอัญชันทุกชนิดในวงศ์ (Family) Rallidae
 
163.นกอินทรีดำ (Tctimaetus malayensis)
  164.นกอินทรีแถบปีกดำ (Hieraaetus Fasciatus)
  165.นกอินทรีปีกลา (Aquila clanga)
  166.นกอินทรีเล็ก (Hieraaetus pennatus)
  167.นกอินทรีสีน้ำตาล (Aquila rapax)
 
168.นกอินทรีหัวไหล่ขาว (Aquila heliaca)
 
169.นกอีก๋อยทุกชนิดในสกุล (Genus) Numenius
 
170.นกอีโก้ง (Porphyrio porphyrio)
 
171.นกอีแจว (Hydrophasianus chirugus)
 
172.นกอีดำหรืออีล้ำ (Gallinula chloropus)
 
173.นกอีลุ้ม (Gallicrex cinerea)
 
174.นกอีเสือทุกชนิดในสกุล  (Genus) Lanuus
  175.นกเอี้ยงทุกชนิด ในสกุล (Genus) Acridotheres ในสกุล (Genus)      
           Ampeliepa
ในสกุล (Genus)Aplonis และในสกุล (Genus)Sturnus
 
176.นกเอี้ยงถ้ำ (Myiophoneus caeruleus)
  177.นกแอ่นทุ่งทุกชนิดในสกุล (Genus) Glareola
 
178.นกแอ่นพง (Artamus fuscus)
  179.นกฮูกหรือนกทืดทือทุกชนิดในสกุล (Genus) Bubo และในสกุล (Genus)
         
Otus และในสกุล (Genus)Ketupa 
  180.อีกา (C0rvus macrorhynchos)
  181.อีแก (Corvus splendens)
 
182.อีแร้งทุกชนิดและพญาแร้งทุกชนิด ในสกุล (Genus)Aegypius ในสกุล
              (Genud) Gyps  และในสกุล (Genus) Sarcogyps
สัตว์ป่าจำพวกเลื้อยคลาน

   1.กิ้งก่าดงทุกชนิดในสกุล (Genus) Gonocephalus
  
2.กิ้งก่าธรรมดาทุกชนิดในสกุล (Genys) Calotes
    3.กิ้งก่าบินทุกชนิดในสกุล (Genus)Draco
    4.กิ้งก่าป่าสีน้ำเงินหรือกิ้งก่าพระอินทร์ (Aphaniotis gusca)
    5.กิ้งก่าหนามทุกชนิดในสกุล (Genus) Acanthosaura
    6.งูเขียวกาบหมาก (Gonysoma oxycephalum)
    7.งูจงอาง (Ophiophagus hannah)
    8.งูทางมะพร้าว (Elaphe radiata)
    9.งูทางมะพร้าวดำหรืองูทางมะพร้าวมลายูหรืองูหลุนชุม (Elaphe flavolineata)
   10.งูสิง (Ptyas Korros)
  
11.งูสิงหางดำ (Ptyas carinatus)
   12.งูสิงหางลายหรืองูสิงลาย (Ptyas mucosus)
   13.งูแสงอาทิตย์ (Xenopeltis unicolor)
   14.งูหลาม (Python molurus bivittatus)
   15.งูหลามปากเป็ด (Pythom curtus)
   16.งูเหลือม (Python reticulatus)
   17.จระเข้น้ำเค็ม (Crocodylus porosus)
   18.จระเข้น้ำจืด (Crocodylus siamensis)
   19.ตะกวด (Varanys mebulosus)
   20.ตะกองหรือลั้งหรือกิ้งก่ายักษ์ (Physignathus cocincinus)
   21.ตะโขง (Tomistoma schlegelii)
   22.ตะพาบหรือปลาฝา (Amyda cartilagimea)
   23.ตะพาบแก้มแดงหรือปลาฝาดำ (Doganid subplana)
   24.ตะพาบข้าวตอกหรือตะพาบดาว (Amyda cartilaginea
           nakornsritamaratensis)
   25.ตะพาบพม่า (Nilssonia formosa)
   26.ตะพาบม่านลายหรือกราวลายหรือกริวลาย (Chitra chitra)
   27.ตะพาบหัวกบหรือกราวเขียวหรือกริวดาว (Pelochelys bibroni)    
   28.ตุ๊กกายหรือตุ๊กแกป่าทุกชนิดในสกุล (Genus) Cyrtodactylus
   29.ตุ๊กแกเขาหินทราย (Gekko petricolus)
   30.ตุ๊กแกบ้านสีเทา (Gekko smithii)    
   31.ตุ๊กแกบินทุกชนิดในสกุล (Genus)Ptychozoon
   32.ตุ๊กแกป่ากำพลหรือจิ้งจกนิ้วยาวกำพล (Cnemaspis kumpoli)
   33.ตุ๊กแกป่าคอส้มหรือจิ้งจกนิ้วยาวมลายู (Cnemaspis affinis)
   34.ตุ๊กแกป่าไทยหรือจิ้งจกนิ้วยาวไทย (Cnemaspis siamensis)
    35.ตุ๊กแกปาอินเดียหรือจิ้งจกนิ้วยาวอินเดีย (Cnemaspis mysoriensis)
    36.ตุ๊กแกหลังจุดคู่ (Gekko tuberculatus)
    37.ตุ๊กแกหัวโต (Aeluroscalabotes felinus)
    38.ตุ๊ดตู่ (varanus dumerilii)
    39.เต่ากระ (Eretmochelys imbricata)
    40.เต่ากระอาน (Batagur baska)
    41.เต่าจาน (Batagur baska ranomgmsis)
    42.เต่าจักร (Heosemys spinosa)
    43.เต่าจันหรือหลังราบ (Pyxidea mouhotii)
    44.เต่าดำหรือเต่ากา (Siebenrockiella crassicollis)
    45.เต่าเดือยหรือเต่าควะหรือเต่าเขาสูง (Manouria impressa)
    46.เต่าตนุ (Chelonia mydas)
    47.เต่าทะเลลอกเกอร์เฮอหรือเต่าหัวฆ้อนหรือเต่าหัวโต (Caretta caretta)
    48.เต่าทับทิม (Notochelys platynota)
    49.เต่านา (Malayemys subtrijuga)
    50.เต่าบึงหัวเหลืองหรือเต่าบัวหรือเต่าหม้อหรือเต่าวัดหัวเหลือง 
           (Hieremys annadalii)
    51.เต่าใบไม้หรือเต่าแดง (Cyclemys demtata)
    52.เต่าปากเหลือง (Melanochelys trijuga)
    53.เต่าปูลู (Platysternon megacephalum)
    54.เต่ามะเฟือง (Dermochelys coriacea)
    55.เต่าลายตีนเป็ดหรือเต่าหัวแดง (Callagur borneoensis)
    56.เต่าหกหรือเต่าหกเหลือง (Manouria emys)
    57.เต่าหญ้าตาแดงหรือเต่าสังกะสีหรือเต่าทะเลริดเลย์ (Lepidochelys olivacea)
    58.เต่าห้วยคอลาย (CyClemys tcheponensis)
    59.เต่าหวาย (Heosemys grandis)
    60.เต่าหับ (Cuoea amboinensis)
    61.เต่าเหลืองหรือเต่าขี้ผึ้งหรือเต่าเทียม (Indotestudo elongata)
    62.เห่าช้าง (Varanus rudicollis)
    63.เหี้ย (Varanus salvator)

ัตว์ป่าจำพวกสะเทินน้ำสะเทินบก

    1.กบเกาะช้าง (Rana kohchangae)
    2.กบดอยช้าง (Rama aenea)
    3.กบท่าสาร (Ingerana tasanae)
    4.กบทูดหรือเขียดแลว (Rana blythii)
    5.กบอกหนาม (Rama fasciculispina)
    6.กะทั่งหรือกะท่างหรือจักกิ้มน้ำ (Tylototriton verrucosus)
    7.คางคกขายาว (Leptophryne borbonoca)
    8.คางคกต้นไม้ (Pedostibes hosii)
    9.คางคกเล็กหรือคางคกแคระ (Bufo parvus)
    10.คางคกห้วยมลายู (Ansonia malayana)
    11.คางคกหัวเรียบ (Bufo macrotis)
    12.จงโคร่ง (Bufo asper)

สัตว์ป่าจำพวกแมลง

    1.ด้วงกว่างดาว (Cheirotonus parryi)
    2.ด้วงคีมยีราฟ (Cladagnathus giraffa)
    3.ด้วงดินขอบทองแดง (Mouhotia batesi)
    4.ด้วงดินปีกแผ่น (Mormolvce phyllodes)
    5.ผีเสื้อกลางคืนค้างคาว (Lyssa zampa)
    6.ผีเสื้อกลางคืนหางยาวทุกชนิดในสกุล (Genus)Actias
    7.ผีเสื้อไกเซอร์ทุกชนิดในสกุล (Genus) Teinopalpus
    8.ผีเสื้อถุงทองทุกชนิดในสกุล (Genus) troides
    9.ผีเสื้อนางพญาทุกชนิด (Genus)Stichophthalma
    10.ผีเสื้อภูฐานทุกชนิดในสกุล (Genus)Bhutanitis
    11.ผีเสื้อรักแร้ขาว (Papilio protenor)
    12.ผีเสื้อหางดาบตาลไหม (Meandrusa gyas)
    13.ผีเสื้อหางติ่งสะพายเขียว(Papilio palinurus)

สัตว์ป่าจำพวกปลา

    1.ปลาตะพัดหรือปลาอโรวาน่า (Scleropages formosus)
    2.ปลาติดหินหรือปลาค้างคาว (Oreeglanis siamensis)
    3.ปลาเสือตอ ปลาเสือ หรือปลาลาด (Datnioides microlepis)
    4.ปลาหมูอารีย์ (Botia sidthimunkii)

สัตว์ป่าจำพวกไม่มีกระดูกสันหลัง

    1.กัลปังหาทุกชนิดในอันดับ (Order) Gorgonacea
    2.กัลปังหาดำทุกชนิดในอันดับ (Order) Antipatharia
    3.ดอกไม้ทะเลทุกชนิดในอันดับ (Order) Actinaria
    4.บึ้งตัวใหญ่สีดำ (Melophaeus albostriatus)
    5.บึ้งตัวใหญ่สีน้ำตาล (Melophaeus minax)
    6.ปะการังแข็งทุกชนิดในอันดับ (Order) Scleractinia และในอันดับ
         (Order)Stylasterina
    7.ปะการังไฟทุกชนิดในสกุล (Genus)Milleporina)
    8.ปะการังสีฟ้าทุกชนิดในอันดับ (Order)Helioporacea                            
    9.ปะการังอ่อนทุกชนิดในอันดับ (Order)Alcyonacea
    10.ปูเจ้าฟ้า (Phricotelphusa sirndhorn)
    11.ปูราชินี (Demanietta sirindhorn)
    12.หอยมือเสือทุกชนิด (Tridacna spp.)
    13.หอยสังข์แตร (Charonia tritonis)

การจัดการและแนวทางกา่รอนุรักษ์สัตว์ป่า

การนุรักษ์สัตว์ป่ามีแนวทางในการดำเนินการดังนี้

1.  การกำหนดพื้นที่อนุรักษ์  เป็นการรักษาแหล่งที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่า  เช่น  กำหนดเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า  เขตห้ามล่าสัตว์ป่า  อุทยานแห่งชาติ  และพื้นที่มรดกโลก
2.  การจัดตั้งศูนย์เพาะเลี้ยงและขยายพันธุ์สัตว์ป่า  เพื่อทำการการเพาะเลี้ยงสัตว์ป่าและให้มีการผสมพันธุ์และขยายพันธุ์ตามธรรมชาติ  เพื่อเพิ่มจำนวนสัตว์ป่าก่อนที่จะปล่อยกลับคืนสู่ธรรมชาติ  เช่น ศูนย์เพาะเลี้ยงและขยายพันธุ์ป่าซึ่งปัจจุบันที่ประมาณ  14  แห่ง  เช่น เขาค้อ  จังหวัดเพชรบูรณ์  เขาสอยดาว จังหวัดจันทบุรี  ภูเขียว  จังหวัดชัยภูมิ
3.  การจัดตั้งศูนย์การศึกษาธรรมชาติและสัตว์ป่า  เป็นลักษณะการนำสัตว์ป่าไปเลี้ยงไว้ในพื้นที่ขนาดใหญ่ที่มีสภาพเป็นธรรมชาติ  หรือใกล้เคียงธรรมชาติมากที่สุด  เพื่อให้เป็นแหล่งศึกษาและพักผ่อนหย่อยใจของประชาชน  เช่น  เขาเขียว  จังหวัดชลบุรี  บึงบรเพ็ด  จังหวัดนครสวรรค์
4.  การจัดตั้งสถานีวิจัยสัตว์ป่า  เพื่อศึกษาค้นคว้าวิจัยพฤติกรรมและนิเวศวิทยาของสัตว์ป่า  เพื่อนำผลการวิจัยมาใช้ในการจัดการสัตว์ป่าที่เหมาะสมต่อไป  เช่น  สถานีวิจัยสัตว์ป่าเขานางรำ  อำเภอลานสัก  จังหวัดอุทัยธานี

หลังจากนักเรียนได้ศึกษาเกี่ยวกับสัตว์ป่า การจัดดาการ และอนุรักษ์สัตว์ป่ามาแล้ว  ช่วยกันวิเคราะห์อภิปรายและสรุปปัญหาต่อไปนี้

 สัตว์ป่าสงวนและสัตว์ป่าคุ้มครองแตกต่างกันอย่างไร ?
 จงอธิบายหลักการอนุรักษ์สัตว์ป่า ?
 สมันจัดเป็นสัตว์ป่าประเภทใด และการสูญพันธุ์เนื่องมาจากสาเหตุใด ?

แนวตอบ

 สัตว์ป่าสงวนและสัตว์ป่าคุ้มครองแตกต่างกันอย่างไร ?
 สัตว์ป่าสงวน หมายถึง สัตว์ป่าหายากมีทั้งหมด 15 ชนิดคือ แรด กระซู่ กูปรี หรือโคไพร ควายป่า ละองหรือละมั่ง เนื้อสมัน กวางผา เลียงผา นกเจ้าฟ้าหญิงสิรินธร นกแต้วแร้วท้องดำ นกกระเรียน แมวลายหินอ่อน สมเสร็จ เก้งหม้อ พะยูน หรือหมูน้ำ สัตว์ป่าทั้ง 15 ชนิดนี้ห้ามล่าโดยเด็ดขาดเว้นแต่จะทำเพื่อการศึกษา หรือเพื่อกิจการของสวนสัตว์สาธารณะ โดยต้องขออนุญาตจากกรมป่าไม้ ซากของสัตว์ป่าเหล่านี้จึงห้ามมีไว้ในครอบครอง ยกเว้นจะได้รับอนุญาตจากทางราชการสัตว์ป่าคุ้มครอง หมายถึง สัตว์ป่าที่มีพระราชบัญญัติไว้ แบ่งเป็น 2 ประเภท คือ สัตว์ป่าคุ้มครองประเภทที่ 1 สงวนไว้เพื่อประดับความงามตามธรรมชาติ หรือสงวนไว้มิให้จำนวนลดลง สัตว์ประเภทนี้ห้ามล่า เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากกรมป่าไม้ก่อนสัตว์ป่าคุ้มครองประเภทที่ 1 มีทั้งสิ้น 166 รายการ เช่น ช้าง ชะมด กระรอก ลิง ชะนี ค่าง เม่น นาก แมวป่า เสือปลา อีเห็น หนูหริ่ง และหมาไม้ นอกนั้นเป็นนกอีก 130 ชนิด เช่น นกกวัก นกกาบบัว นกขุนทอง นกเงือก นกเขาไฟ เป็นต้น สัตว์ป่าคุ้มครองประเภทที่ 2 มีทั้งหมด 29 ชนิด เช่น กระทิง กวาง กระจง วัวแดง เสือโคร่ง เสือดาว อีเก้ง หมีคน หมีควาย และนกอื่น ๆ อีก 19 ชนิด เช่น นกกระสา นกแขวก นกอีโก้ง และไก่ป่า เป็นต้น สัตว์ป่าคุ้มครองประเภทที่ 2 ก่อนล่าต้องได้รับ อนุญาตจากทางราชการ และต้องปฏิบัติอย่าง เคร่งครัดเกี่ยวกับวิธีการ อาวุธที่ใช้สถานที่และระยะเวลาที่ทำการล่า

จงอธิบายหลักการอนุรักษ์สัตว์ป่า
การอนุรักษ์สัตว์ป่ามีวิธีจัดการดังนี้

1. การป้องกัน ออกกฎหมายคุ้มครองสัตว์ป่า ป้องกันและปราบปราม ผู้กระทำผิดพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า ส่งเสริมสนับสนุนการจัดตั้งสมาคมเกี่ยวกับสัตว์ป่า เช่น นิยมไพรสมาคม ฯลฯ
2. การอนุรักษ์แหล่งที่อยู่อาศัย แหล่งน้ำและอาหารของสัตว์ป่า ป้องกันไฟ ปลูกป่าทดแทน เพิ่มปริมาณเกลือในที่ชื้นแฉะ เพื่อทำโป่งเทียมให้สัตว์ป่ามากิน
3. การค้นคว้าวิจัยทางวิชาการ เพื่อเพิ่มจำนวนสัตว์ป่าในปริมาณที่พอเหมาะกับปริมาณอาหาร และที่อยู่อาศัย
4. การใช้ประโยชน์จากสัตว์ป่า อนุญาตให้ล่าได้ เมื่อมีปริมาณมากพอ แต่ห้ามล่าตัวอ่อนหรือตัวเมียสมันเป็นสัตว์ป่าในประเทศไทยที่สูญพันธุ์ไปจากโลกเมื่อประมาณ 60 ปีมาแล้ว

 สมันจัดเป็นสัตว์ป่าประเภทใด และการสูญพันธุ์เนื่องมาจากสาเหตุใด
 สมันหรือเนื้อสมันเป็นสัตว์ป่าสงวนที่พบเฉพาะในประเทศไทย บริเวณลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งปัจจุบันได้สูญพันธุ์ไปแล้ว การสูญพันธุ์เนื่องมาจากป่าไม้ซึ่งเป็นป่าละเมาะและเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยถูกทำลาย นอกจากนี้มีการล่าเอาเขาที่สวยงามไปทำเป็นสิ่งประดับ และนำเนื้อมาเป็นอาหาร เป็นต้น