ระบบหมุนเวียนเลือด ระบบน้ำเหลืองกับการรักษาดุลยภาพของร่างกาย

ระบบหมุนเวียนเลือด ระบบน้ำเหลืองกับการรักษาดุลยภาพของร่างกาย

การลำเลียงสาร: สิ่งมีชีวิต จำเป็นต้องเคลื่อนย้ายสารต่างๆ จากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่งเสมอเช่นอาหารหลังย่อยต้องลำเลียงไปเก็บไว้ที่เซลล์ หรือเมื่อมีการสลายโมเลกุลของอาหารเพื่อให้ได้พลังงานก็จำเป็นต้องลำเลียงก๊าซออกซิเจนจากภายนอกเข้าสู่เซลล์ เมื่อมีของเสียที่เกิดจากเมทาบอลิซึมของร่างกายก็จะลำเลียงไปกำจัดออกที่ไต ……นักเรียนคิดว่าส่วนที่ทำหน้าที่ในการลำเลียงสารของสิ่งมีชีวิตเป็นอย่างไร

การลำเลียงสารในสิ่งมีชีวิตเซลล์เดียวและสัตว์: สิ่งมีชีวิตเซลล์เดียว สัตว์พวกฟองน้ำ และไฮดรา ร่างกายขนาดเล็ก มีเซลล์จำนวนน้อย จึงไม่มีการลำเลียงสาร สารต่างๆสามารถแลกเปลี่ยนโดยตรงกับสิ่งแวดล้อมสัตว์ที่มีโครงสร้างซับซ้อนและมีขนาดใหญ่เซลล์ไม่สามารถสัมผัสกับสิ่งแวดล้อมได้โดยตรงจึงต้องมีระบบลำเลียงสารซึ่งได้แก่ระบบ

หมุนเวียนเลือดระบบหมุนเวียนเลือดของสิ่งมีชีวิต แบ่งเป็น 2 ชนิด คือ

ระบบหมุนเวียนเลือดแบบเปิด (open circulatory system): ระบบนี้บางช่วงเลือดจะไหลไปตามช่องว่างของลำตัวและช่องว่างระหว่างอวัยวะคือเลือดไม่ได้ไหลอยู่ในเส้นเลือดตลอดเวลา เช่นสัตว์ในไฟลัมที่ 6 ,7, 8 ยกเว้นปลาหมึกมีระบบหมุนเวียนเลือดแบบปิด

ระบบหมุนเวียนเลือดแบบปิด (Closed circulatory system) : เลือดจะไหลอยู่ในเส้นเลือดตลอดเวลา ได้แก่สัตว์ในไฟลัมที่ 5และ 9

            ระบบลำเลียงสารของคน : ประกอบด้วย 2 ระบบที่สำคัญ คือ ระบบหมุนเวียนเลือด และ ระบบน้ำเหลือง

1. ระบบหมุนเวียนเลือดของคน ประกอบด้วยส่วนสำคัญ 3 ส่วนคือ หัวใจ เส้นเลือด และเลือด

1.1 หัวใจ หัวใจ พบที่บริเวณช่องอก อยู่ภายในถุงเยื่อหุ้มหัวใจ(Pericardium) ระหว่างปอดทั้ง 2 ข้าง ค่อนไปทางซ้ายเล็กน้อย เป็นอวัยวะที่ทำหน้าที่นำเลือดไปฟอกที่ปอด และ สูบฉีดเลือดไปเลี้ยงส่วนต่างๆของร่างกายโครงสร้างของหัวใจประกอบด้วย : ห้องหัวใจ , ลิ้นหัวใจ (valve), เส้นเลือดที่หัวใจ

ห้องหัวใจ : หัวใจคนเรามี 4 ห้อง ได้แก่ ห้องบน (Atrium) มี 2 ห้องคือ บนซ้าย Left atrium (LA) บนขวา Right atrium (RA) ห้องล่าง(Ventricle) มี 2 ห้อง คือ ล่างซ้าย Left ventricle (LV) ล่างขวา Right ventricle (RV)

ลิ้นหัวใจ(Valve): มีลักษณะ สำคัญคือเปิดได้แค่ทิศทางเดียวเพื่อช่วยไม่ให้เลือดไหลย้อนกลับ เป็นการควบคุมการทิศทางการไหลของเลือดนั่นเอง มี 2 ชนิด คือ

- ลิ้นอาตริโอ เวนทริคิวลาร์ (Artrio-Ventricular valve )พบกั้นระหว่างหัวใจห้องบนและล่าง มี 2 ชนิด คือ

1. ลิ้นไบคัสปิด (Bicuspid) กั้นระหว่างหัวใจห้องบนซ้ายกับล่างซ้าย

2. ลิ้นไตรคัสปิด (Tricuspid) กั้นระหว่างหัวใจห้องบนขวากับล่างขวา

- ลิ้นซมิลูนาร์ ( Semilunar valve ) พบที่โคนเส้นเลือดขนาดใหญ่ใกล้หัวใจ มี 2 ชนิด

1. ลิ้นพัลโมนารีเซมิลูนาร์ (pulmonary semilunar vale) : พบกั้นระหว่างหัวใจห้องล่างขวา กับ เส้นเลือดพัลโมนารีอาเตอรี (Pulmonary artery)

2. ลิ้นเอออร์ติกเซมิลูนาร์ (Aortic Semilunar valve): พบที่โคนเส้นเลือด เอออร์ตา (Aorta)กั้น ระหว่างเส้นเลือด เอออร์ตา กับ หัวใจห้องล่างซ้าย

เส้นเลือดที่หัวใจ: มีหลายเส้นดังนี้

1.เส้นเลือดโคโรนารี (Coronary) นำเลือดมาหล่อเลี้ยงร่างกายแล้วเกิดเป็นเลือดดำไหลเข้าสู่หัวใจห้องบนขวา

2.เส้นเลือดระบบเวนาคาวา (Vena cava) มี 2 เส้น

2.1 ซุพีเรียเวนาคาวา (Superior vena cava) รับเลือดดำจากส่วนหัวและแขน เข้าสู่หัวใจห้องบนขวา

2.2 อินฟีเรียเวนาคาวา (Inferior vena cava) รับเลือดดำจากร่างกายส่วน ลำตัว และ ขา ไหลเข้าสู่หัวใจห้องบนขวา

3. เส้นเลือดพัลโมนารีอาร์เตอรี (Pulmonary artery) เป็นเส้นเลือดที่นำเลือดดำจากหัวใจห้องล่างขวาไปฟอกที่ปอด

4. เส้นเลือดพัลโมนารีเวน (Pulmonary vein)เป็นเส้นเลือดแดงที่นำเลือดจากปอดเข้าสู่หัวใจห้องบนซ้าย

5. เส้นเลือดเอออร์ตา (Aorta) เป็นเส้นเลือดที่นำเลือดแดงไปเลี้ยงส่วนต่างๆของร่างกาย

การไหลเวียนเลือดผ่านหัวใจ

เลือดดำจากส่วนต่างของร่างกายไหลเข้าสู้เส้นเลือด 2 เส้นคือซุพีเรียเวนาคาวา และ อินฟิเรียเวนาคาวา ไหลเข้าสู่หัวใจห้องบนขวาผ่านลิ้นไตรคัสปิด ลงสู่หัวใจห้องล่างขวา ผ่านลิ้นพัลโมนารีเซมิลูนาร์ เข้าสู่เส้นเลือดพัลโมนารีอาเตอรีนำเลือดไปฟอกที่ปอด/กลายเป็นเลือดแดง เลือดแดงจากปอดจะไหลรวมกันที่เส้นเลือดพัลโมนารีเวน เข้าสู่หัวใจห้องบนซ้ายผ่านลิ้นไบคัสปิดลงสู่หัวใจห้องล่างซ้าย การบีบตัวของหัวใจดันเลือด ผ่านลิ้นเอออร์ติกเซมิลูนาร์เข้าสู่ เส้นเลือดเอออร์ตาแตกแขนงไปเลี้ยงส่วนต่างๆของร่างกาย เลือดแดงเปลี่ยนเป็นเลือดดำ ไหลรวมยังเส้นเลือดระบบเวนาคาวาได้แก่ อิฟีเรียเวนาคาวา และซุพีเรียเวนาคาวา มีการไหลเวียนเช่นเดิมต่อไปเรื่อยๆ

แรงดันเลือด คือ แรงดันที่เกิดจากการบีบตัวคลายตัวของหัวใจเพื่อดันเลือดไปเลี้ยงส่วนต่างๆของร่างกาย ซึ่งมี 2 ค่าคือ

1. แรงดันซิสโทลิก (Systolic pressure) คือแรงดันเลือดขณะที่หัวใจบีบตัว ปกติมีค่าประมาณ 20 มิลลิเมตรปรอท (mmHg)

2. แรงดันไดแอสโทลิก (Diastolic pressure) แรงดันเลือดขณะที่หัวใจคลายตัว ปกติมีค่าประมาณ 80 มิลลิเมตรปรอท (mmHg)

ปัจจัยที่มีผลต่อแรงดันเลือด

1. อายุ: ผู้ใหญ่ จะมีแรงดันเลือดสูงกว่าในเด็ก

2. เพศ: ระยะแรกผู้ชายจะมีแรงดันเลือดสูงกว่าผู้หญิง เมื่ออายุมากขึ้นผู้หญิงจะมีแรงดันเลือดมากกว่าผู้ชาย

3. อารมณ์ : โกรธฉุนเฉียว จะทำให้แรงดันเลือดสูงขึ้น

4. น้ำหนักร่างกาย :คนอ้วนมีแรงดันเลือดสูงกว่าคนผอม

1.2 เล้นเลือด

แบ่งได้เป็น 3 ระบบคือ1. เส้นเลือดที่นำเลือดออกจากหัวใจ 2. เส้นเลือดที่นำเลือดเข้าสู่หัวใจ 3. เส้นเลือดฝอย

เส้นเลือดที่นำเลือดออกจากหัวใจ:ส่วนใหญ่เป็นเลือดแดง คือ มีก๊าซออกซิเจน มากกว่าก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ยกเว้นเส้นเลือดพัลโมนารีอาเตอรี (Pulmonary artery) เส้นเลือดที่นำเลือดออกจากหัวใจที่มีขนาดใหญ่ที่สุด คือเส้นเลือดเออร์ตา (Aorta) ขนาดกลาง คือ เส้นเลือดอาร์เตอรี (Artery)ขนาดเล็ก คือ อาร์เตอริโอล (Arteriole)

โครงสร้างของเส้นเลือดแดง

ประกอบด้วยเนื้อเยื่อ 3 ชั้นคือ

1.ชั้นนอก เป็นชั้นเนื้อเยื่อเกี่ยวพันที่มี fibrous material และจะมีเส้นเลือดวาซา วาโซรัม (vasa vasorum) มาเลี้ยงผนังของเส้นเลือดด้วย

2. ชั้นกลาง เป็นชั้นกล้ามเนื้อเรียบและเนื้อเยื่อเกี่ยวพันที่มีไยอิลาสติก (elastic fibers) ทำให้มีความยืดหยุ่นดี

3.ชั้นในสุด: เป็นชั้นกล้ามเนื้อเรียบและเนื้อเยื่อเกี่ยวพันที่มีไยอิลาสติก (elastic fibers) ทำให้มีความยืดหยุ่นดี

**โครงสร้างของระบบเส้นเลือดในระบบอาร์เทอรีจะมีความแตกต่างกันทางด้านโครงสร้างและองค์ประกอบอยู่บ้าง เช่น

ผนังของอาร์เทอรีขนาดเล็กและอาร์เทอริโอลจะมีเนื้อเยื่ออิลาสติกน้อยกว่าเส้นเลือดอาร์เทอรีขนาดใหญ่ แต่มีกล้ามเนื้อเรียบค่อนข้างมากทำให้ยืดหยุ่นได้ดีมาก

            เส้นเลือดที่นำเลือดเข้าสู่หัวใจ :ส่วนใหญ่เป็นเลือดดำ คือ มีก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์มาก มีก๊าซออกซิเจนน้อย ยกเว้นเส้นเลือดพัลโมนารีเวน(Pulmonary vein)ซึ่งเป็นเส้นเลือดยกเว้น เพราะนำเลือดแดงจากปอดเข้าสู่หัวใจขนาดใหญ่ที่สุด คือ เส้นเลือดในระบบเวนาคาวา มี 2 เส้นคือ

1. เส้นเลือดซุพีเรียเวนาคาวา (Superior Vena cava)

2. เส้นเลือดอินฟีเรียเวนาคาวา (Inferior Vena cava)

ขนาดกลาง คือเส้นเลือดเวน (Vein) ขนาดเล็ก คือเส้นเลือดเวนูล (Venule)

โครงสร้างของเส้นเลือดดำ

ผนังเส้นเลือด : ประกอบด้วยผนัง 3 ชั้นเหมือนหลอดเลือดแดงแต่แตกต่างกันที่

1.เส้นเวนมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางใหญ่มากกว่าอาร์เทอรี

2.ผนังของเส้นเลือดเวนจะบางกว่าของอาร์เทอรี เนื่องจากมีกล้ามเนื้อน้อยกว่า ผนังชั้นนอกของเส้นเวนจะหนาเป็น 2 – 5 เท่าของชั้นกลาง

3.ท่อหรือช่องว่าง (lumen) ของเส้นเลือดเวนมีขนาดกว้างกว่าท่อของเส้นเลือดอาร์เทอรี

4.ผนังของเส้นเวน จะมีความยืดหยุ่นน้อยกว่า แรงดันของเลือดที่ไหลในเส้นเลือดเวนต่ำกว่าในเส้นเลือดอาร์เทอรีและจะมีแรงดันค่อนข้างสม่ำเสมอยิ่งใกล้หัวใจแรงดันของเลือดของเส้นเวนยิ่งต่ำลง เนื่องจากอยู่ห่างจากแรงบีบตัวของหัวใจ

5.ผนังของเส้นเลือดเวนสามารถยืดขยายได้มาก ทำให้จุเลือดได้เป็นจำนวนมากกว่าในเส้นอาร์เทอรี ประมาณ 60 – 70 % ของเลือดทั้งหมดในร่างกายจะอยู่ในระบบเวน

6.เส้นเวนขนาดใหญ่จะมีลิ้น (valve) กั้นอยู่ภายในเป็นระยะๆ เช่นเส้นเวนที่ท้องและขานี้จะช่วยป้องกันไม่ให้เลือดไหล ย้อนกลับ ทำให้เลือดถูกไล่ให้เคลื่อนที่ไปข้างหน้าเรื่อยๆ ยกเว้นเส้นเลือดพัลโมนารีเวน (pulmonary vein) ที่นำเลือดที่ฟอกแล้วจากปอดมาเข้าสู่เอเตรียมซ้ายจะไม่มีลิ้นกั้นอยู่ภายใน

7. เส้นเลือดเวนใช้ในการเจาะเลือดหรือบริจาคเลือด แต่เส้นเลือดอาร์เทอรีไม่ใช้ในการเจาะเลือด เนื่องจากมี

แรงดัน เลือดมากซึ่งเกิดจากการบีบตัวของหัวใจ

 

เส้นเลือดฝอย :

1.เลือดภายในเป็นทั้งเลือดแดงและดำ อยู่ระหว่างเส้นเลือด เวนูล และ อาร์เตอริโอล

2.ลักษณะผนังบาง ประกอบไปด้วยเซลล์เอนโดทีเลียล (endothelial cell) เรียงตัวกันเพียงชั้นเดียวไม่มีกล้ามเนื้อและเส้นใยอิลาสติก

3.เป็นบริเวณที่มีการแลกเปลี่ยนก๊าซและสารต่างๆบริเวณนี้

1.3 เลือด ลักษณะของเลือด

- มีความถ่วงจำเพาะประมาณ 1         – ค่า pH ประมาณ 7.4                    – สีแดง เลือดแดงดำจะสีเข้มกว่าเลือดแดง

- รส เค็มเล็กน้อย                           – ความหนืด มากกว่าน้ำประมาณ 10 เท่า

ส่วนประกอบของเลือด :แยกตามการปั่นแยก แบ่งได้เป็น เซลล์เม็ดเลือด และ น้ำเลือด

1. เซลล์เม็ดเลือด (Blood corpuscle) ประกอบด้วย เซลล์เม็ดเลือดแดง เซลล์เม็ดเลือดขาว และเกล็ดเลือด

1.1 เซลล์เม็ดเลือดแดง (Erythrocyte)

เม็ดเลือดแดง (red blood cell หรือ Erythrocyte : มีหน้าที่ในการส่งถ่ายออกซิเจนไปเลี้ยงเซลล์ต่าง ๆ ทั่วร่างกายเม็ดเลือดแดงมีขนาดประมาณ 6-8 ไมครอน มีลักษณะค่อนข้างกลม เว้าบริเวณกลางคล้ายโดนัท ไม่มีนิวเคลียส มีสีแดง เนื่องจากภายในมีสารฮีโมโกลบิน โดยในกระแสเลือดคนปกติจะพบเม็ดเลือดแดงที่เจริญเติบโตเต็มที่ (Mature red cell)มีเพียงไม่เกิน 2% ที่สามารถพบเม็ดเลือดแดงตัวอ่อน (Reticulocyte) ได้เซลล์เม็ดเลือดแดงของคน : มีอายุประมาณ 100-120 วัน บริเวณที่สร้างเซลล์เม็ดเลือด ในระยะตัวอ่อน (Embryo) สร้างที่ ตับ ม้าม และ ไขกระดูก หลังคลอดและคนทั่วไปสร้างที่ไขกระดูก ทำลายที่ ตับ และ ม้าม

***ถ้าไขกระดูกถุกทำลายตับและม้ามจะกลับมาสร้างเซลล์เม็ดเลือดแดงได้

ปริมาณของเซลล์เม็ดเลือดแดงในคน : เพศ เพศชายจะมีมากกว่าเพศหญิง แหล่งที่อยู่อาศัย คนที่อาศัยอยู่บนที่สูงจะมีเซลล์เม็ดเลือดมากกว่าคนที่อาศัยอยู่พื้นราบทั่วไป

1.2 เซลล์เม็ดเลือดขาว (Leukocyte): หน้าที่ป้องกันและทำลายเชื้อโรคหรือสิ่งแปลกปลอม

ลักษณะ รูปร่าง: เมื่อเจริญเต็มที่มีเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 8-20 ไมโครเมตร มีจำนวนน้อยกว่าเซลล์เม็ดเลือดแดง คือ

มีจำนวน ประมาณ 5000 ถึง 10000 เซลล์ต่อเลือด 1 ลูกบาศก์มิลลิเมตร สร้างและเจริญที่ไขกระดูก แต่บางชนิดจะเจริญในต่อมไทมัส มีอายุประมาณ 2-3 วัน   ได้แก่

1.3 เกล็ดเลือด (Platelet)

ลักษณะ : รูปร่างไม่แน่นอน มีเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 1-2 ไมโครเมตร เกิดจากชิ้นส่วนของเซลล์ขนาดใหญ่ที่สร้างจากไขกระดูกหลุดเป็นชิ้นๆแล้วเข้าสู่กระแสเลือด มีอายุประมาณ 10 วัน

หน้าที่ : ช่วยให้เลือดแข็งตัวอุดบาดแผล

น้ำเลือด (Plasma)

น้ำเลือดเป็นของเหลวใส ประกอบด้วยโปรตีนที่สำคัญ 3 ชนิด คือ

Albumin มีบทบาทสำคัญในการรักษาแรงดันออสโมซีสในเลือด

Globulin ทำหน้าเกี่ยวกับภูมิคุ้มกัน

Fibrinogen มีส่วนสำคัญเกี่ยวกับการทำให้เลือดแข็งตัว ถ้าน้ำเลือดถูกกับอากาศ fibrinogen จะตกตะกอนจับกันเป็นเส้นใยบางๆก่ายเป็นร่างแห ส่วนที่เหลือจะเป็นน้ำใสสีเหลืองเรียกว่า เซรุ่ม

นอกจากนี้ยังประกอบด้วย เกลืออนินทรีย์ และสารอินทรีย์ เช่น กรดอะมิโน ไวตามิน ฮอร์โมน และไขมันต่างๆ

หมู่เลือดและการให้เลือด:

การจำแนกหมู่เลือดทำได้โดย: จำแนกตามชนิดของ

- แอนติเจน (Antigen)คือ โปรตีนที่เกาะบนผิวของเซลล์เม็ดเลือดแดง

- แอนติบอดี (Antibody)คือ โปรตีนที่ล่องลอยอยู่ในน้ำเลือด (plasma)

หมู่เลือด แบ่งได้หลายระบบ ยกตัวอย่าง 2 ระบบ คือ – ระบบ ABO – ระบบ Rh

ระบบ ABO::

หมู่เลือด

แอนติเจนบนเม็ดเลือดแดง

Antigen

แอนติบอดีย์ในซีรั่ม

Antibody

การกระจายในคนไทย

Population

A

A

anti-B

22 %

B

B

anti-A

33 %

AB

A และ B

-

8 %

O

H

anti-A และ anti-B

37 %

การตรวจหมู่เลือด ABO: ทำได้โดยการใช้แอนติบอดีหยดบนเลือด

หมู่เลือด Rh:

หมู่เลือด

แอนติเจน

แอนติบอดี

Rh+

Rh

-

Rh-

-

-

++โดยปกติเวลาตรวจเลือดนักเรียนทราบทั้งหมู่เลือดระบบ ABO และ Rh

การให้เลือด

หลักการให้เลือด :: มีหลักว่าเลือดของผู้ให้จะต้องไม่มี Antigen ตรงกับ Antibodyของผู้รับ ดีที่สุดคือเป็นเลือดหมู่เดียวกัน

ปัญหาจากเลือดหมู่ Rh

โดยปกติคนส่วนใหญ่มีหมู่เลือด Rh+ แต่บางรายมีหมู่เลือด Rh- ซึ่งหมู่เลือด Rh- มีลักษณะสำคัญคือไม่มีทั้งแอนติเจนและแอนติบอดีRh แต่ถ้าได้รับเลือดจากคนที่เป็น Rh+ ครั้งหนึ่งละสามารถสร้างแอนติบอดี Rh ได้ เป็นผลใหไม่สามารถรับเลือดจากคนที่เป็น Rh+ ได้อีก

ตาราง แอนติเจน และ แอนติบอดี หมู่เลือด Rh

หมู่เลือด

แอนติเจน

แอนติบอดี

Rh+

Rh

-

Rh-

-

-

ตาราง แอนติเจน และ แอนติบอดี หมู่เลือด Rh หลังได้รับเลือดจากหมู่ Rh+

หมู่เลือด

แอนติเจน

แอนติบอดี

Rh+

Rh

-

Rh-

-

Rh

ในหญิงตั้งครรภ์ที่มีหมู่เลือดRh-

-โดยส่วนมากลูกที่อยู่ในครรภ์จะมีหมู่เลือด Rh+

- เวลาคลอดเลือดจากลูกจะอาจหลุดเข้ามดลูกของแม่แล้วเข้าสู่กระแสเลือดทำให้แม่มีการผลิต แอนติบอดี Rh

- ลูกคนที่ 2 ยังไม่เป็นไรเพราแอนติบอดียังไม่สร้างมาก

- ลูกคนที่3 อาจตายได้เนื่องจากเลือดมีที่มีแอนติบอดี Rh ของแม่ผ่านทางรกเข้สู๋ลูกทำให้เลือดของลูกจับตัวกันเป็นก้อนตาย เรียกอาการนี้ว่า อิริโทรบลาสโทซีสฟีทลีส (Erythroblastosis fetalis)

ระบบน้ำเหลือง

1. น้ำเหลือง ( Lymph ) เป็นของเหลวที่ซึมผ่านเส้นเลือดฝอยออกมาหล่อเลี้ยงอยู่รอบๆเซลล์ ประกอบด้วย กลูโคส อัลบูมิน

ฮอร์โมน เอนไซม์ ก๊าซ เซลล์เม็ดเลือดขาว ( แต่ไม่มีเซลล์เม็ดเลือดแดงและเพลตเลต )

2. ท่อน้ำเหลือง ( Lymph vessel ) มีหน้าที่ลำเลียงน้ำเหลืองทั่วร่างกายเข้าสู่เส้นเวนใหญ่ใกล้หัวใจ( Subclavian vein ) ปนกับเลือดที่มีออกซิเจนน้อย ท่อน้ำเหลืองมีลิ้นกั้นคล้ายเส้นเวนและมีอัตราการไหลช้ามากประมาณ 1.5 มิลลิเมตรต่อนาที

3.อวัยวะน้ำเหลือง ( Lymphatic organ )

1) ต่อมน้ำเหลือง ( Lymph node )

- พบทั่วร่างกาย ภายในมีลิมโฟไซต์อยู่เป็นกระจุก

- ต่อมน้ำเหลืองบริเวณคอ มี 5 ต่อม เรียกว่า ทอนซิล (Tonsil) มีหน้าที่ป้องกันจุลินทรีย์ที่ผ่านมาในอากาศไม่ให้เข้าสู่หลอดอาหาร

และกล่องเสียงจนอาจเกิดอักเสบขึ้นมาได้

2) ม้าม ( Spleen )

- เป็นอวัยวะน้ำเหลืองที่มีขนาดใหญ่ที่สุด

- มีหน้าที่ผลิตเซลล์เม็ดเลือด ( เฉพาะในระยะเอมบริโอ ) ป้องกันสิ่งแปลกปลอมและเชื้อโรคเข้าสู่กระแสเลือด สร้างแอนติบอดีทำลายเซลล์เม็ดเลือดแดงและเพลตเลตที่หมดอายุ

3) ต่อมไทมัส ( Thymus gland )

- เป็นเนื้อเยื่อน้ำเหลืองที่เป็นต่อมไร้ท่อ

- สร้างลิมโฟไซต์ชนิดเซลล์ที เพื่อต่อต้านเชื้อโรคและอวัยวะปลูกถ่ายจากผู้อื่น

ระบบภูมิคุ้มกัน ได้แก่

1) ภูมิคุ้มกันโดยกำเนิด ( Innate immunity ) เป็นการป้องกันและกำจัดแอนติเจนที่เกิดขึ้นเองในร่างกาย ก่อนที่ร่างกายจะได้รับแอนติเจน มีหลายรูปแบบ เช่น

- เหงื่อ มีกรดแลกติกป้องกันเชื้อโรคเข้าสู่ร่างกายทางผิวหนัง

- หลอดลม โพรงจมูก มีขน ซิเลีย และน้ำเมือกดักจับสิ่งแปลกปลอม

- กระเพาะอาหาร และลำไส้เล็กมีเอนไซม์

- น้ำลาย น้ำตา น้ำมูก มีไลโซไซม์ ทำลายจุลินทรีย์ได้

2) ภูมิคุ้มกันจำเพาะ ( Acquird immunity ) เกิดขึ้นเมื่อร่างกายเคยได้รับแอนติเจนแล้วซึ่งเป้นการทำงนของเซลล์เม็ดเลือดขาวชนิดลิมโฟไซต์

การสร้างระบบภูมิคุ้มกันเพื่อต่อต้านเฉพาะโรคของมนุษย์มี 2 วิธี

1) ภูมิคุ้มกันก่อเอง ( Active immunization )

- เกิดจากการนำเชื้อโรคที่อ่อนกำลัง ซึ่งเรียกว่า วัคซีน ( vaccine ) มาฉีด กิน ทา เพื่อกระตุ้นให้ร่างกายสร้างแอนติบอดีต่อต้านเชื้อนั้นๆ

- วัคซีนที่เป็นสารพิษและหมดความเป็นพิษแล้ว เรียกว่า ทอกซอยด์ ( toxoid ) สามารถกระตุ้นให้สร้างภูมิคุ้มกันได้ เช่นวัคซีนคุ้มกันโรคคอตีบ บาดทะยัก

- วัคซีนที่ได้จากจุลินทรีย์ที่ตายแล้ว เช่น โรคไอกรน ไทฟอยด์ อหิวาตกโรค

- วัคซีนที่ได้จากจุลินทรีย์ที่ยังมีชีวิตอยู่ เช่น วัณโรค หัด โปลิโอ คางทูม หัดเยอรมัน

- อยู่ได้นานแต่การตอบสนองค่อนข้างช้า

2) ภูมิคุ้มกันรับมา ( Passive immunization )

- เป็นการนำซีรัมที่มีแอนติบอดีอยู่มาฉีดให้ผู้ป่วย ทำให้ได้รับภูมิคุ้มกันโดยตรงต่อต้านโรคได้ทันที

- ใช้รักษาโรครุนแรงเฉียบพลัน เช่น คอตีบ พิษงู

- ซีรัม ผลิตจากการฉีดเชื้อโรคที่อ่อนกำลังเข้าในสัตว์ แล้วนำซีรัมของสัตว์ที่มีแอนติบอดีรักษาโรคในมนุษย์

- ภูมิคุ้มกันที่แม่ให้ลูกผ่านทางรกและน้ำนมหลังคลอดก็จัดเป็นภูมิคุ้มกันรับมา เช่นกัน

- อยู่ได้ไม่นานแต่การตอบสนองค่อนข้างเร็ว

About these ads

One response to “ระบบหมุนเวียนเลือด ระบบน้ำเหลืองกับการรักษาดุลยภาพของร่างกาย

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s