ดาวเคราะห์ ในระบบสุริยะ

ดาวเคราะห์ (ในภาษากรีก ใช้คำว่า planetes หรือ “ผู้พเนจร”) คือ วัตถุขนาดใหญ่ที่โคจรรอบดาวฤกษ์ ก่อนทศวรรษ 1990 มีดาวเคราะห์ที่เรารู้จักเพียง 9 ดวง  (ปัจจุบัน 8 ดวง) ทั้งหมดอยู่ในระบบสุริยะ ปัจจุบันเรารู้จักดาวเคราะห์ใหม่อีกมากกว่า 100 ดวง ซึ่งเป็นดาวเคราะห์นอกระบบ หมายถึง โคจรรอบดาวฤกษ์ดวงอื่นที่ไม่ใช่ดวงอาทิตย์ 
    
 ดาวเคราะห์นั้นไม่มีแสงสว่างในตัวเอง ที่เราสามารถมองเห็นได้เนื่องจากพื้นผิวสะท้อนแสงจากดวงอาทิตย์ เมื่อมองด้วยตาเปล่าจะเห็นเป็นแสงสว่างนวลนิ่ง เคลื่อนที่และไม่อยู่ตำแหน่งเดิม

ส่วนดาวฤกษ์จะส่องแสงกะพริบระยิบระยับไม่เคลื่อนที่และเกาะกลุ่มอยู่ในตำแหน่งเดิม  ดาวเคราะห์ส่วนใหญ่ที่อยู่ในระบบสุริยะมีดาวบริวารโคจรรอบ ยกเว้นดาวพุธและดาวศุกร์ และเราสามารถพบระบบ        วงแหวนได้ในดาวเคราะห์ขนาดใหญ่อย่างเช่นดาวพฤหัสบดี ดาวเสาร์ ดาวยูเรนัส และดาวเนปจูน แต่มีเพียงดาวเสาร์เท่านั้นที่เราสามารถมองเห็นวงแหวนได้ชัดเจนโดยใช้กล้องโทรทรรศน์

 นิยามของดาวเคราะห์
เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2549 ที่ประชุมสหพันธ์ดาราศาสตร์สากล ที่กรุงปราก สาธารณรัฐเช็ก ซึ่งประกอบด้วยนักดาราศาสตร์กว่า 2,500 คนจาก 75 ประเทศทั่วโลก ได้มีมติร่วมกันในการกำหนดนิยามใหม่ของดาวเคราะห์ ดังนี้ 
     – ไม่ใช่ดาวฤกษ์ 
     – ไม่ใช่ดวงจันทร์บริวาร 
     – มีแรงดึงดูดมากพอ ที่จะทำให้โครงสร้างของดาวเป็นทรงกลม 
     – เป็นดาวที่โคจรรอบดาวฤกษ์ ซึ่งในที่นี้หมายถึงดวงอาทิตย์ 
     – มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางอย่างน้อย 500 ไมล์ (804.63 กิโลเมตร) 
     นิยามใหม่ของดาวเคราะห์นี้ส่งผลให้ ดาวพลูโต ถูกปลดออกจากการเป็นดาวเคราะห์ในระบบสุริยะ คงเหลือดาวเคราะห์เพียง 8 ดวง เนื่องจากดาวพลูโตไม่สามารถควบคุมแรงดึงดูดและวงโคจรของสิ่งต่างๆ ที่อยู่นอกระบบสุริยะ และให้ถือว่าดาวพลูโตเป็น ดาวเคราะห์แคระ ซึ่งมีลักษณะคล้ายกับวัตถุขนาดเล็กในระบบสุริยะ
     รายชื่อดาวเคราะห์ในระบบสุริยะ
(เรียงตามระยะห่างจากดวงอาทิตย์)
     > ดาวพุธ   > ดาวศุกร์ > โลก  > ดาวอังคาร > ดาวพฤหัสบดี
     > ดาวเสาร์ > ดาวยูเรนัส > ดาวเนปจูน

      นักดาราศาสตร์ได้แบ่งดาวเคราะห์ โดยใช้แถบดาวเคราะห์น้อย (Asteroid Belt) เป็นเส้นแบ่งออกเป็น 2 ประเภท ดังนี้
1.
ดาวเคราะห์ชั้นใน (Inner or Terrestrial Planets): จะเป็นกลุ่มดาวเคราะห์ ที่อยู่ใกล้ดวงอาทิตย์มากกว่าอีกกลุ่ม เป็นดาวเคราะห์ที่เย็นตัวแล้วมากกว่า ทำให้มีผิวนอกเป็นของแข็ง เหมือนผิวโลกของเรา จึงเรียกว่า Terrestrial Planets (หมายถึง “บนพื้นโลก”) ได้แก่ ดาวพุธ (Mercury), ดาวศุกร์(Venus), โลก (Earth) และดาวอังคาร (Mars) ซึ่งมีขนาดเล็ก มีความหนาแน่นสูง มีองค์ประกอบเป็นหินและโลหะ  

2. ดาวเคราะห์ชั้นนอก (Outer or Jovian Planets): จะเป็นกลุ่มดาวเคราะห์ ที่อยู่ไกลดวงอาทิตย์มากกว่าอีกกลุ่ม เป็นดาวเคราะห์ที่เพิ่งเย็นตัว ทำให้มีผิวนอก ปกคลุมด้วยก๊าซ เป็นส่วนใหญ่ เหมือนพื้นผิวของดาวพฤหัส ทำให้มีชื่อเรียกว่า Jovian Planets (Jovian มาจากคำว่า Jupiter-like หมายถึง คล้ายดาวพฤหัส) ได้แก่ ดาวพฤหัส (Jupiter), ดาวเสาร์ (Saturn), ดาวยูเรนัส (Uranus), ดาวเนปจูน(Neptune)
    
ดาวเคราะห์ที่มองเห็นได้ด้วยตาเปล่ามี 5 ดวง  ได้แก่   ดาวพุธ  ดาวศุกร์  ดาวอังคาร ดาวพฤหัสบดี  ดาวเสาร์

      1.  การแบ่งดาวเคราะห์โดยใช้โครงสร้างภายในเป็นเกณฑ์

- ดาวเคราะห์แข็ง คือ ดาวเคราะห์ที่มีผิวเป็นพื้นแข็ง                                                                                                   – ดาวเคราะห์แก๊ส คือ ดาวเคราะห์ที่ประกอบด้วยแก๊สเกือบทั้งดวง

2. แบ่งตามวงทางโคจรดังนี้ คือ
ดาวเคราะห์วงใน (Interior planets) หมายถึงดาวเคราะห์ที่อยู่ใกล้ดวงอาทิตย์มากกว่าโลก ได้แก่ดาวพุธ และดาวศุกร์
ดาวเคราะห์วงนอก (Superior planets) หมายถึง ดาวเคราะห์ที่อยู่ถัดจากโลกออกไป ได้แก่ ดาวอังคาร ดาวพฤหัสบดี ดาวเสาร์ ดาวยูเรนัส ดาวเนปจูน และดาวพลูโต

3. แบ่งตามลักษณะพื้นผิว ดังนี้
ดาวเคราะห์ก้อนหิน ได้แก่ ดาวพุธ ดาวศุกร์ โลก และดาวอังคาร ทั้ง 4 ดวงนี้มีพื้นผิวแข็งเป็นหิน มีชั้นบรรยากาศบางๆ ห่อหุ้ม ยกเว้นดาวพุธที่อยู่ใกล้ดวงอาทิตย์ที่สุดไม่มีบรรยากาศ
ดาวเคราะห์ก๊าซ ได้แก่ ดาวพฤหัสบดี ดาวเสาร์ ดาวยูเรนัส และดาวเนปจูน จะเป็นก๊าซทั่วทั้งดวง อาจมีแกนหินขนาดเล็ก อยู่ภายใน พื้นผิวจึงเป็นบรรยากาศที่ปกคลุมด้วยก๊าซมีเทน แอมโมเนีย ไฮโดรเจน และฮีเลียม
(
สำหรับดาวพลูโตนั้นยังสรุปไม่ได้ว่าเป็นพวกใด เนื่องจากยังอยู่ห่างไกลจากโลกมาก)

นอกจากที่เราทราบว่า ดาวเคราะห์จะหมุนรอบตัวเอง โคจรไปรอบๆดวงอาทิตย์แล้ว แกนของแต่ละดาวเคราะห์ ยังเอียง (จากแนวตั้งฉากของการเคลื่อนที่) ไม่เท่ากันอีกด้วย นอกจากนี้ เมื่อเทียบทิศทางของ การหมุนรอบตัวเอง กับการหมุนรอบดวงอาทิตย์ ของแต่ละดาวเคราะห์ พบว่า ดาวศุกร์ (Venus), ดาวยูเรนัส (Uranus), และดาวพลูโต (Pluto) จะหมุนรอบตัวเอง แตกต่างไปจากดาวเคราะห์ดวงอื่นๆ ในระบบสุริยะจักรวาลของเรา

ตารางแสดงข้อมูลต่างๆของดาวเคราะห์ในระบบสุริยะ

ดาวเคราะห์

ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง

(Km)

ระยะทางเฉลี่ยจากดวงอาทิตย์(Km)

เวลาโคจรรอบดวงอาทิตย์(เวลาโลก)

ระยะเวลาหมุนรอบตัวเอง

(เวลาโลก)

จำนวนดวงจันทร์บริวารที่พบ(ดวง)

พุธ

4,880

58,000,000

88 วัน

59 วัน

-

ศุกร์

12,100

108,000,000

225 วัน

243 วัน

-

โลก

12,756

150,000,000

365.3 วัน

23ชม.56นาที

1

อังคาร

6,786

228,000,000

687 วัน

24ชม.37นาที

2

พฤหัสบดี

142,984

778,000,000

11.9ปี

9ชม.50นาที

63

เสาร์

120,536

1,427,000,000

29.5 ปี

10ชม.14นาที

35

ยูเรนัส

51,118

2,871,000,000

84 ปี

17ชม.54นาที

27

เนปจูน

49,528

4,500,000,000

165 ปี

19ชม.12นาที

11

กิจกรรมที่ 1.3

1. เมื่อเราสังเกตดวงดาวต่างๆในท้องฟ้าด้วยตาเปล่าเราจะรู้ได้อย่างไรว่าดาวดวงใดเป็นดาวเคราะห์หรือดาวฤกษ์__        ดาวเคราะห์ เคลื่อนที่ มีแสงสว่างนวลนิ่ง

ดาวฤกษ์ไม่เคลื่อนที่ มีแสงระยิบระยับ

2. ดาวเคราะห์ชั้นในและดาวเคราะห์ชั้นนอกมีลักษณะแตกต่างกันดังนี้ ชั้นในดวงเล็ก มีลักษณะเป็นหินและโลหะ

ชั้นนอกขนาดใหญ่มีลักษณะเป็นแก๊ส

3. ดาวเคราะห์ที่มีขนาดเล็กที่สุด คือ_พุธ_ส่วนดาวเคราะห์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุด คือ__พฤหัสบดี_

  1. 4.           ดาวเคราะห์ที่มีขนาดใกล้เคียงโลกมากที่สุด คือ_ดาวศุกร์_
  2. 5.           ดาวเคราะห์ที่มีดวงจันทร์เป็นบริวารมากที่สุด คือ_พฤหัสบดี_
  3. 6.           ดาวเคราะห์ที่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่าจากโลก ได้แก่ _พุธ ศุกร์ อังคาร  พฤหัสบดี  เสาร์__
  4. 7.           ดาวเคราะห์ที่ใช้เวลาหมุนรอบตัวเองน้อยที่สุด คือ _พฤหัสบดี_ ส่วนดาวเคราะห์ที่ใช้เวลาโคจรรอบตัวเองมากที่สุดคือ__ศุกร์_
  5. 8.           ดาวเคราะห์ที่ใช้เวลาโคจรอบดวงอาทิตย์น้อยที่สุด คือ__พุธ__ส่วนดาวเคราะห์ที่ใช้เวลาโคจรรอบดวงอาทิตย์มากที่สุด คือ__เนปจูน_
  6. 9.           นักเรียนคิดว่าระยะเวลาในการโคจรรอบดวงอาทิตย์มีความสัมพันธ์กับระยะห่างจากดวงอาทิตย์หรือไม่ อย่างไร_ระยะทางใกล้ดวงอาทิตย์โครจรรอบน้อย ยิ่งไกลใช้เวลาเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ_
  7. 10.  ในเวลากลางวัน เราไม่สามารถเห็นดาวต่างๆได้เพราะ__ดวงอาทิตย์มีแสงสว่างมากกว่าดวงดาว

 

2.1 ดาวเคราะห์ชั้นใน (Inner Planets)

1. ดาวพุธ (Merecury)

    อยู่ใกล้ดวงอาทิตย์มากที่สุด จึงใช้เวลาในการโคจรรอบดวงอาทิตย์สั้นที่สุด การโคจรรอบดวงอาทิตย์ของดาวพุธจะหันเข้าหาดวงอาทิตย์เพียงด้านเดียวส่วนอีกด้านหนึ่งไม่ได้รับแสงสว่างเลย จึงได้ ฉายาว่า เป็น เตาไฟแช่แข็ง เพราะด้านที่ได้รับแสงสว่างจะร้อนจัด ถึง 467 องศาเซลเซียส และด้านที่ไม้ได้รับแสง จะเย็นจัด ถึง -183 องศาเซลเซียส ดาวพุธหมุนรอบตัวเองช้าใช้เวลา 59 วัน ดาวพุธไม่มีบรรยากาศที่จะดูดกลืนความร้อนเหมือนโลก

2.ดาวศุกร์ (Venus)

เป็นดาวเคราะห์ที่อยู่ใกล้โลกมากที่สุด มีขนาดเล็กกว่าโลกเล็กน้อย จึงได้ชื่อว่าเป็นดาวฝาแฝดโลก บรรยากาศที่หนาทึบของดาวศุกร์จะสะท้อนแสงอาทิตย์ส่วนใหญ่กลับสู่อวกาศ ทำให้มีความสว่างมาก ถ้าเห็นดาวศุกร์ทางทิศตะวันตกในเวลาหัวค่ำ เรียกว่า ดาวประจำเมือง  ถ้าเห็นดาวศุกร์ทางทิศตะวันออกในเวลาเช้ามืด เรียกว่า ดาวประกายพรึก ชั้นบรรยากาศส่วนใหญ่ของดาวศุกร์เป็นแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์(96%) รองลงไปคือไนโตรเจน(3.5%)  ไอน้ำ ซัลเฟอร์ไดออกไซด์ อาร์กอน คาร์บอนมอนนอกไซด์ นีออน ปริมาณลดหลั่นลงไปตามลำดับ อุณหภูมิของดาวศุกร์ สูงถึง 480 องศาเซลเซียส เนื่องจากแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ จะดูดกลืนความร้อนไว้ นอกจากนี้ไอน้ำและซัลเฟอร์ไดออกไซด์จะรวมตัวกันเป็นไอของกรดซัลฟิวริก ดาวศุกร์ จะโคจรรอบตัวเองในทิศตรงกันข้ามกันดาวเคราะห์อื่นๆ โดยดวงศุกร์หมุนตามเข็ม

3. โลก (The Earth)

โลกมีอายุประมาณ 5,000 ล้านปี  โลกแบ่งเป็น 3 ส่วน คือ

เปลือกโลก  แมนเทิล และแก่นโลก  อุณหภูมิ 33 องศาเซลเซียส

        โลกมีการเคลื่อนที่ 2  แบบ หมุนรอบตัวเอง ทำให้เกิดกลางวัน กลางคืน  หมุนรอบดวงอาทิตย์ เกิดฤดูกาล

4.ดาวอังคาร (Mars)

มีอุณหภูมิ -23 องศาเซลเซียส ดาวอังคารมีน้ำหนักน้อยกว่าโลก คือ โลกหนัก 50 Kg ชั่งที่ดาวอังคารหนัก 18.8Kg

     บรรยากาศที่ดาวอังคาร ประกอบด้วยแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ 95% ไนโตรเจน 2.7% อาร์กอน 1.6%ที่เหลือเป็นออกซิเจน คาร์บอนมอนอกไซด์ ไอน้ำ นีออน คลิปตอน เซนอน และโอโซน  พื้นดาวอังคารเต็มไปด้วยฝุ่นและก้อนหินส่วนใหญ่เป็นเหล็ก จึงทำให้ดาวอังคารเป็นสีเหมือนสนิมเหล็ก (สีแดง) ดวงจันทร์บริวาร ชื่อ 1. โฟบอส  2. ดีมอส

 

ดาวเคราะห์ชั้นนอก (Outer Planets)

  1. 1.                       ดาวพฤหัสบดี (Jupiter)

ดาวพฤหัสบดี มีขนาดใหญ่ที่สุด จึงมีแรงดึงดูดมาก ถ้าน้ำหนักบนโลก 50 kg บนดาวพฤหัสบดีหนัก 132 kg ดาวพฤหัสบดีเต็มไปด้วย พายุหมุนมากมาย บรรยากาศประกอบด้วย ไฮโดรเจนและฮีเลียมเป็นส่วนใหญ่ และมีเทน แอมโมเนีย แอมโมเนียมไฮโดรซัลไฟต์ น้ำ  ทำให้ดาวเป็นสีแดงเรื่อๆ  อุณหภูมิต่ำมาก -130 องศาเซลเซียส มีสนามแม่เหล็กเข้มมากกว่าโลก 19,000 เท่า  วงแหวนของดาวพฤหัส ประกอบด้วยฝุ่นผงและแก๊ส ดวงจันทร์ 1. แกนีมีด  2. คัลลิสโต 3. ไอโอ

 4. ยูโรปา

  1. 2.                 ดาวเสาร์ (Saturn)  มีขนาดใหญ่กว่าโลก 9 เท่า ส่องด้วยกล้องโทรทัศน์จะมองเห็นวงแหวนที่สวยงามมาก ซึ่งวงแหวนมี 7 ชั้นซ้อนกัน ประกอบด้วยหินและก้อนน้ำแข็งสกปรก องค์ประกอบเป็น ไฮโดรเจนเหลว ลึกลงไปเป็นไฮโดรเจนในรูปโลหะเหลว และฮีเลียม  ทำให้ ดาวเสาร์มีความหนาแน่นต่ำที่สุด เฉลี่ย 0.7 กรัม/ลูกบาศก์ เซนติเมตร ฉะนั้นถ้าเอาดาวเสาร์ลอยน้ำจะไม่จมน้ำ
  2. 3.                 ดาวยูเรนัส (Uranus) องค์ประกอบเป็น ไฮโดรเจน ฮีเลียม และธาตุอื่นๆ ทำให้มองเห็นเป็นสีเขียวออกน้ำเงิน ดาวยูเรนัสหมุนรอบตัวเองในลักษณะตะแคงข้าง ทำให้ฤดูกาลยาวนานมาก โดยซีกหนึ่งจะอยู่ในฤดูหนาว 42 ปี และซีกหนึ่งอยู่ในฤดูร้อน นาน 42 ปี บางที่ดวงอาทิตย์จะไม่ตกเลย ดวงจันทร์ที่เป็นบริวาร เช่น ไททาเนียม  โอบีรอน  อัมเบรียล แอเรียล และ มิแรนดา
  3. 4.                 ดาวเนปจูน (Nuptune) มีอุณหภูมิ -200 องศา  บรรยากาศประกอบด้วย ไฮโดรเจน ฮีเลียม และมีเทน มีกระแสลมพัดผ่านด้วยความเร็วสูงสุด 2,000 กิโลเมตร/ชั่วโมง  ดวงจันทร์ที่เป็นบริวาร เช่น ไตรตัน  โปรเทอุส       เนรีด  ลาริสซา กาลาเทีย

3. ดาวเคราะห์น้อย (Asteroid)

      มีองค์ประกอบเป็นหินหรือส่วนผสมของหินกับโลหะ โคจรอยู่ระหว่างดาวอังคารกับดาวพฤหัสบดี เรียกว่า แถบดาวเคราะห์น้อย (Asteroid Belt) มองด้วยตาเปล่าไม่เห็น ดาวเคราะห์น้อยดวงแรกที่ถูกค้นพบ ชื่อ ซีเรส  ประกอบด้วย เหล็กและไทเทเนียมมาก

4. ดาวหาง (Comets)

ประกอบด้วยก้อนน้ำแข็งสกปรก ขณะที่ไกลดวงอาทิตย์ จะไม่มีหัวและหาง แต่เมื่อโคจรใกล้ดวงอาทิตย์ จะมีหัวและหางปรากฏหางจะยาวมากที่สุดเมื่อใกล้ดวงอาทิตย์ที่สุด โดยหางของดาวหางพุ่งไปในทิศทางตรงกันข้าม กับดวงอาทิตย์ การปรากฏการณ์ หางขึ้นมาเพราะพลังงานจากดวงอาทิตย์ในรูปความร้อน ลมสุริยะ และรังสี ทำให้น้ำแข็งสกปรกเป็นใจกลางของดาวหางกลายเป็นไอ ทำให้ผลักดันหางพุ่งออกไปจากดวงอาทิตย์  ดาวหางเป็นซากวัตถุที่เหลือจากการก่อตัวของดาวเคราะห์ในระบบสุริยะ ดาวหางฮัลเลย์ เป็นดาวหางดวงใหญ่ที่สุด จะโคจรมาให้เราเห็นทุก 76 ปี ชาวโลกเห็นครั้งสุดท้ายเมื่อ พ.ศ. 2529 และจะกลับมาอีกครั้งเมื่อ พ.ศ. 2604-2605

  1. 5.                       อุกาบาต (Meteor) เป็นวัตถุที่ล่องลอยอยู่ในอวกาศ เมื่อเข้าใกล้โลกจะถูกแรงดึงดูดของโลกดึงดูดให้ตกลงสู่พื้นโลก ขณะที่ตกลงมาจะเสียดสีกับบรรยากาศของโลก ทำให้เกิดการลุกไหม้เป็นลูกไฟพุ่งลงมาเป็นแสงสว่าง ถ้าลุกไหม้หมดไปในบรรยากาศ เรียกว่า ดาวตก หรือ ผีพุ่งใต้ ในคืนเดือนมืด
  2. 6.                       อิทธิพลของดวงอาทิตย์และดวงจันทร์ที่มีต่อโลก

6.1 อิทธิพลของดวงอาทิตย์ที่มีต่อโลก

        ดวงอาทิตย์เป็นแหล่งพลังงานที่สำคัญต่อโลกมาก ดวงอาทิตย์เปรียบเสมือนเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ที่ยิ่งใหญ่ และส่งพลังงานออกไปรอบๆตัวโดยการแผ่รังสี โลกรับพลังงานจากดวงอาทิตย์เพียง 1 ใน 2,200 ล้านส่วนเท่านั้น และมีหมอก เมฆ หรือฝุ่นละอองได้สะท้อนพลังงานนั้นออกไปสู่อวกาศ

  1. 1.    พลังงานและอนุภาคจากดวงอาทิตย์ที่โลกได้รับ

พลังงานที่ดวงอาทิตย์ส่งมามี 2ประเภท ดังนี้

          1.1 พลังงานที่มีผลกระทบต่อโลกทันที่ อันดับแรกเป็นคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า ซึ่งสามารถ ผ่านชั้นบรรยากาศมาถึงผิวโลกได้เร็ว ทำให้เกิดผลกระทบต่อโลกทันที ประกอบด้วย พลังงานความร้อน และแสงสว่างเป็นส่วนใหญ่ นอกจากนี้ยังมีคลื่นวิทยุและรังสีอัลตราไวโอเลต UV ซึ่งผ่านมาได้เพียงเล็กน้อยเท่านั้น  ปัจจุบันพบว่า รังสีอัลตราไวโอเลตบนผิวโลกเพิ่มขึ้น เนื่องจากใช้สาร CFC ไปทำลายชั้นบรรยากาศ ทำให้มีโอกาส เป็นมะเร็งที่ผิวหนังสูง

1.2 พลังงานที่มีผลกระทบต่อโลกภายหลัง  ได้แก่ อนุภาครังสีคอสมิก ซึ่งเป็นอนุภาคโปรตอน ลมสุริยะ ซึ่งเป็นอนุภาคที่มีประจุไฟฟ้าบวกที่มีความเร็วต่ำ และอิเล็กตรอนเหล่านี้จะไป รบกวนสนามแม่เหล็กโลก ทำให้เกิดพายุแม่เหล็ก ส่งผลกระทบต่อระบบสื่อสารทางวิทยุบนโลก นอกจากนี้ลมสุริยะยังทำให้เกิดปรากฏการณ์ แสงเหนือ-แสงใต้ที่ขั้วโลกอีกด้วย

2. ปรากฏการณ์อุปราคา (Eclipse) เกิดจากโลก ดวงจันทร์ ดวงอาทิตย์ มาอยู่ในระนาบเดียวกัน   ถ้าดวงจันทร์อยู่ระหว่างดวงอาทิตย์กับโลก ดวงจันทร์จะบังดวงอาทิตย์  เรียกว่า สุริยุปราคา (Solar Eclipse)  ถ้าโลกอยู่ระหว่างดวงอาทิตย์และดวงจันทร์ โลกจะบังดวงอาทิตย์ เรียกว่า จันทรุปราคา (Luner Eclipse)  

About these ads

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s